วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ซ่อมไดชาร์จ Mitsubishi Lancer E-car 93 เปลี่ยน แปรงถ่าน

ไดชาร์จ ในภาษาช่าง มาจากคำว่า ไดนาโม ในอดีต ตอนเรียนช่างไฟฟ้า อาจารย์บอกว่า ไดนาโมมันเป็นแบบเก่า มันจะผลิตไฟกระแสตรงตั้งแต่เกิด แต่ปัจจุบันมันเกิดจากกระแสสลับก่อน แต่เมื่อเข้าอุปกรณ์ Rectifier มันจึงแปลงเป็นไฟกระแสตรง ไดชาร์จใช้สำหรับชาร์ตไฟกลับเข้าไปในแบตเตอรี่ไม่ให้ไฟหมด เร็คติไฟร์ ในรถยนต์เขาเรียกว่า regulator นอกจากมันจะทำหน้าที่แปลงจากไฟกระแสสลับเป็นกระแสตรงแล้ว ยังทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าไม่ให้เกินที่กำหนดด้วย แม้ว่าความเร็วรอบของเครื่องยนต์จะหมุนเป็น 3000-5000 รอบก็ตาม ภาษาช่างจึงเรียกว่า คัดเอาต์  จริง ๆ แล้วไดชาร์จภาษาทางการเขาเรียกว่า อัลเทอร์เนเทอร์ ครับ

มาว่ากันถึงการเสียของไดชาร์จตัวที่ซ่อมกันดีกว่า สาเหตุที่ทราบว่าเสียแล้ว ก็เนื่องมาจากขับรถอยู่บนถนนดี ๆ มีอันต้องดับสนิท ไฟกระพริบฉุกเฉินก็ไม่ติด หากขับรถกลางคืนจะอันตรายมาก ความเชื่อในเรื่องการช่วยกันเข็นให้สตาร์ตติดแล้วขับไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ใกล้ ๆ บ้านจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วหากเป็นกรณีนี้ เพราะอุปกรณ์ในรถยนต์ยุคใหม่จะทำงานด้วยไฟฟ้า เช่น ชุด ECU, Brake ABS, Solenoid Gas, และปั๊มติ๊ก เพราะมันใช้ไฟฟ้าทั้งนั้น หากไดชาร์จยังทำงานอยู่แม้ว่าแบตฯ จะหมดไฟก็ตาม แต่ไฟจากไดชาร์จมันส่งไปเลี้ยงอุปกรณ์ดังกล่าวได้ แต่หากว่าไดชาร์จเสียพร้อมกับแบตฯ หมด ไฟจึงไม่สามารถส่งไปเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ได้ จึงดับเท่านั้นเอง ในครั้งนี้จึงเขียนมาบอกเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ให้เพื่อน ๆ ตระหนักกันด้วยครับ

ไดชาร์จตัวนี้ยังไม่เคยเสีย ใช้มาได้ระยะ 315,000+ กม. เป็นเวลา 20 ปี ทำไมถึงใช้ได้นานขนาดนี้ ถ้าของใครเสียเร็วกว่านี้ขอถามว่า ท่านเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ใหญ่กว่าเดิมไหม ท่านติดตั้งเครื่องเสียงเพิ่มขึ้น ท่านต่อพ่วงมอเตอร์ระบายน้ำร้อนขนานกับมอเตอร์แอร์หรือไม่ เพราะนั่นมันคือภาระ (load) ให้การทำงานของไดชาร์จมากขึ้น ทำให้เสื่อมเร็ว

วิธีการทดสอบว่าไดชาร์จยังทำงานอยู่หรือไม่ โดยการใช้มิเตอร์ไฟฟ้าวัดแรงดันไฟฟ้าในขณะที่ไม่ติดเครื่องกับขณะติดเครื่องเป็นอย่างไร หรือบางคนอาจใช้วิธีสตาร์ตให้ติดแล้วปลดขั้วลบออกหากดับแสดงว่าเสีย (ผมยังไม่ได้ทดลอง)


ภาพที่ 1 แรงดันไฟขณะเครื่องยังไม่สตาร์ต วัดได้ 12.38 โวลต์


ภาพที่ 2 แรงดันไฟฟ้าขณะเครื่องยนต์เดินเบา วัดได้ 13.94

แต่เมื่อเราเปิดให้โหลดทำงานมันจะลดลงบ้างเล็กน้อย ไฟที่สูงขึ้นนี้จะไปชาร์ตเข้าไปในแบตเตอรี่ ดังนั้น หากท่านสตาร์ตรถแล้ววัดไฟได้เท่าเดิมนั่นคือ แสดงให้เห็นว่าไดชาร์จของท่านเสียแล้ว

ขั้นตอนการเปลี่ยน แปลงถ่านไดชาร์จ จะต้องถอดสิ่งกีดขวางการเข้าถึงออกหลายสิ่ง มีดังนี้

1. ถอดกรองอากาศออก ทั้งสายยาง คลิปหนีบ  และน็อตจำนวน 4 จุด ดังภาพ



2. ถอดมอเตอร์พัดลมระบายความร้อนคอนเด็นเซอร์ระบบแอร์ โดยถอดน็อต 2 ตัว และซ็อกเก็ตขั้วไฟ ดังภาพ


3. ถอดน็อตแผ่นเหล็กปิดฝาเครื่อง จำนวนน็อต 6 ตัว ดังภาพ



4. ถอดขายึดไดชาร์จด้านที่ปรับสายพานได้ ด้วยการขันน็อตออก 2 ตัว เมื่อออกแล้วให้โยกไดชาร์จเพื่อปลดสายพานออก


5. ถอดขายึดไดชาร์จ น็อตที่ยึดด้านใน และถอดสายไฟออกทุกขั้ว จำขั้วให้ได้ หรือถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก็ได้


6. เอาไดชาร์จไปถอดออกเป็นชิ้น ๆ ได้ 2 ส่วน โดยถอดน็อด 3 ตัว ดังภาพ การถอดตัวนี้ต้องใช้ไขควงกระแทกตอกเบา ๆ ก่อนนะครับ จึงจะออก


7. ถอดน็อตด้านท้าย ดังภาพ


8. ใช้ค้อนตอกเบา ๆ เพื่อแยกออกเป็น 2 ชิ้น เมื่อแยกได้แล้ว ถอดน็อตสกรูตัวยึดแปรงถ่านกับน็อตยึดเร็กกูเลเทอร์ออกมา ดังภาพ (อาจต้องใช้ไขควงกระแทก)


9. ค่อย ๆ ถอดชุดแปลงถ่านออก ด้านท้ายจะมีตัวปิดสายไฟยึดแปลงถ่าน ให้เอาออกจะเห็นรอยบัดกรี ให้เอาหัวแร้งบัดกรีสายแปรงถ่านออกมา ไปซื้อที่ร้านขายอะไหล่ยนต์ หรือไฟฟ้าก็ได้ ต้องเอาขนาดไปเปรียบเทียบนะครับ  ความยาวของแปรงถ่านควรไม่น้อยกว่า 6 ม.ม. ในกรณีของผมสายไฟแปรงถ่านไปขูดเอาหน้าสัมผัสของโรเตอร์ที่เป็นทองแดงสึกหรอ เพราะแปรงถ่านสั้นมากกว่า 5 ม.ม.


10. หากหน้าสัมผัส (ของคอมมิวเตเตอร์ เป็นศัพท์ของไดนาโมนะครับ ส่วนตัวนี้เขาเรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว) สึกหรอมากอาจใช้กระดาษทรายชนิดขัดเหล็กขัดออกมาให้เห็นทองแดงเสมอกัน (ของผมยังมีร่องด้านล่าง)


11. เมื่อบัดกรีแปรงถ่านกลับเข้าเหมือนเดิม จะลำบากในการใส่โรเตอร์กลับเข้าไปเพราะว่า มีแปรงถ่านโผล่อยู่ จึงสังเกตเห็นมีรูอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้แนวทาง ต้องกดให้แปรงถ่านเข้าไปข้างในแล้วใช้ลวดสอดมาจากฝาท้ายปิดแปรงถ่านไม่ให้โผล่  เมื่อใส่โรเตอร์ได้แล้ว จึงค่อยดึงลวดออก ดังภาพ


ลวดมองจากด้านใน


ลวดมองจากด้านบน


การประกอบกลับก็ใช้เทคนิคเช่นเดิมนะครับ คือการทำย้อนกลับ ระมัดระวังเรื่องน็อตสกรูเหลือนะครับ ต้องเก็บอะไหล่ น็อตสกรูที่ถอดออกมาให้เรียบร้อยนะครับ

บทสรุป ผลการซ่อมไดชาร์จครั้งนี้ วัดไฟฟ้าได้ตามภาพ 2 ภาพแรกนะครับ  สรุปว่าใช้ได้ การซ่อมเปลี่ยนแปรงถ่านไดชาร์จนั้น ช่างทั่วไปเขามักเปลี่ยนลูกใหม่ให้ หรือบางคนอาจจะซื้อของเชียงกงมาเปลี่ยนเพราะทำได้รวดเร็วกว่า แต่เมื่อพิจารณาของการเสียแล้วมีสิ่งที่จะเสียเพียงไม่กี่อย่าง เช่น แปรงถ่าน เร็คกูเลเตอร์ หน้าสัมผัส เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วขดลวดทองแดงจะไม่ค่อยเสีย หรือไหม้เลย และผมยังเชื่อว่า เนื้องทองแดงในอดีตมีคุณภาพสูงกว่าปัจจุบัน  ลองพิจารณาดูนะครับ การซ่อมครั้งนี้ใช้แปรงถ่านเพียง 80 บาทเท่านั้น สุดคุ้ม

เปลี่ยนมอเตอร์เปิด-ปิดกระจกประตูรถยนต์ Mitsubishi Lancer E-Car

การซ่อมเกี่ยวกับกระจกประตูในอดีต ได้แนะนำการเปลี่ยนสวิทช์ไปแล้ว แต่ในครั้งนี้ถึงคราวของมอเตอร์ขับเคลื่อนการเปิด-ปิด ที่เสีย 3 ตัวพร้อมกัน จึงถือโอกาสเข้าไปซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองในคราวเดียวกันเลย

โชคดีที่รถรุ่นนี้สามารถใช้อะไหล่ร่วมกับยี่ห้อ Proton ของมาเลย์เซียได้ จึงได้ราคาถูกกว่า แต่เป็นของ Made in Malaysia (เป็นของใหม่) เมื่อดูคุณภาพการผลิตแล้วไม่น่าจะดีกว่าของที่ติดมากับรถ การซื้อมอเตอร์จำเป็นต้องถอดของเก่าไปให้เขาดูด้วยเพื่อจะได้ไม่ผิดด้าน ถ้าไม่ได้เอาไปอาจจะสบสนด้านขวา หรือด้านซ้ายได้ ไม่แน่ใจว่าจะมองจากข้างในรถ หรือจากยืนหน้ารถ ดูภาพมอเตอร์ก่อนก็แล้วกัน



ขั้นตอนการเปลี่ยนมอเตอร์ออกนั้นมีสิ่งต้องจัดการหลายอย่าง กว่าจะเข้าถึงมอเตอร์ได้ ดังนั้นลำดับการเข้าถึง มีดังนี้

1. ถอดสกรูจำนวน 3 ตัว ดังลูกศร แล้วถอดเบ้าออกด้วย 2 อัน (ลูกศรลง)



2. ใช้แรงดึงกรอบพลาสติกที่ประกบประตูออก ถ้าแน่นมากอาจใช้ไขควงปากแบนงัดออกตามกรอบ เพราะการยึดทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยหมุดพลาสติก ดังรูป หลังจากนั้นต้องถอดขั้วสายไฟออกจากสวิทช์ด้วย


รูปนี้เป็นอีกประตูหนึ่งนะครับ แต่เพื่อให้ดูหมุดการยึดของประตู ตามลูกศรนะครับ มันเป็นพลาสติก มันกรอบแตกง่าย อาจต้องซื้อมาเปลี่ยนด้วย ตอนใส่กลับต้องระวังมันไม่ตรงรู

3. ใช้ประแจบล็อก ถอดน็อตจำนวน 3 ตัว ตามลูกศรในภาพ เสร็จแล้วเอาออกพร้อมกับแกะพลาสติกออกมา


5. ถอดน็อตที่ยึดโครงชุดมอเตอร์ออก จำนวน 5 ตัวตามลูกศรสีน้ำเงิน ดังภาพ


ตามภาพจะเห็นว่า ได้ทำหลายประตูอาจจะสบสน แต่จำนวนและหลักการเหมือนกัน ผมทำไปถ่ายไป แต่บางครั้งก็ลืมถ่าย ไปถ่ายเอาที่ประตูอื่น

4. ขั้นตอนการเอาชุดมอเตอร์ขับหน้าต่าง ออกมานั้นจะยุ่งยากลำบากนิดหนึ่ง เช่น กรณีมอเตอร์เสียที่ตำแหน่งปิดหน้าต่างสนิท (อยู่บนสุด) ซึ่งเราต้องการจะถอดกระจกออกจากเฟรมยึด เพราะมีสกรูยึดอยู่ 2 ตัว (พลาสติกสีขาวใกล้ ๆ กับลูกศรสีน้ำเงินล่างสุด) ดังนั้นในครั้งนี้ ผมต้องให้ถอดมอเตอร์ออกก่อนโดยใช้ไขควงแฉกล้วงเข้าไปไขเอาด้านใน แล้วจึงสามารถกดกระจกให้ลงมาด้านล่างได้ จากนั้นจึงถอดสกรูกระจกออกได้ แล้วค่อย ๆ เอากระจกลงมาด้านล่าง (ถอดออกจากกรอบไม่ได้ และไม่จำเป็น เพราะเราจะเอาเพียงชุดขับมอเตอร์ออกเท่านั้น)

5. ช่องรูขนาดใหญ่ด้านล่าง นั้นคือ ช่องที่จะเอาเฟรมมอเตอร์ออกมา จัดระเบียบเล็กน้อยก็สามารถถอดออกมาได้อย่างง่ายดาย ภาพเฟรมที่ถอดออกมา ดังนี้


6. จากภาพด้านบน การเปลี่ยนมอเตอร์ก็เพียงใช้ไขควงแฉกถอดน็อตสกรูออก แต่จำเป็นต้องใช้ไขควงชนิดตอกเพราะแน่นมาก ต้องใช้ค้อนตอกแรง ๆ จึงจะหมุนออกได้ (การหมุนจะต้องหมุนเข้าก่อนแล้วจะหมุนออกง่ายกว่า) ควรฉีดสเปรย์อเนกประสงค์ก่อน จึงจะถอดได้ เมื่อถอดออกแล้วอย่าเพิ่งใส่ชุดมอเตอร์ใหม่เข้าไปก่อน ควรฉีดสเปรย์ที่สายสลิงให้การขึ้นลงลื่นก่อน ใช้มือจับพลาสติกสีขาวดึงขึ้นลง 

7. ใส่ชุดมอเตอร์กลับเข้าไป ทดลองต่อสวิทช์ ทดสอบการหมุนของมอเตอร์ หากทำงานดีก็จัดการประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิม โดยทำย้อนกลับ อย่าลืมเสียบซ็อกเก็ตสายไฟ แผ่นพลาสติกให้เรียบร้อย

สุดท้ายนี้ ขอให้กำลังใจกับคนรักรถเก่า คนซื้อรถมือสอง หากสนใจซ่อมรถยนต์ด้วยตนเอง ท่านไม่จำเป็นต้องจบช่างยนต์มา ท่านก็สามารถซ่อมได้ด้วยตนเอง หากมีความสนใจ มีความพยายาม ไม่มีสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ เพราะใจเราคิดว่าทำได้

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนมอเตอร์พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำแลนเซอร์ อีคาร์

พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำรถยนต์ ทำหน้าที่ดูดเอาความร้อนจากหม้อน้ำออกมา และเป่าระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ระบบเดิม ๆ มันจะมีตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนจากเครื่องยนต์ เมื่ออุณหภูมิถึงระดับที่กำหนดไว้มันจะทำงานทันที เมื่อเย็นแล้วจึงหยุด บางทีขณะขับรถตอนกลางคืน หรือขณะฝนตก พัดลมนี้อาจทำงานน้อยลง แต่เมื่อได้ไปซ่อมแอร์เปลี่ยนชุดคอนเด็นเซอร์ใหม่ ช่างเขาเปลี่ยนคอนเด็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมไปบังหม้อน้ำรถยนต์ ช่างแอร์เขาเลยต่อรีเลย์ควบคุมให้มอเตอร์ระบายความร้อนทำงานทั้งตอนแอร์ทำงานกับเครื่องยนต์ร้อน ดังนั้น พัดลมระบายความร้อนจึงทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้มอเตอร์พัดลมเสื่อมเร็วขึ้น เมื่อปีที่แล้ว (มิ.ย. 2555) พัดลมจึงหมดอายุขัยเกินกว่าจะซ่อมได้ และประจวบเหมาะที่ไปเสียจังหวัดภูเก็ต หมดสิทธิ์ที่จะเลือกแนวทางการซ่อม จึงให้ช่างที่ขายพัดลมเปลี่ยนให้ เป็นของใหม่เขาบอกว่าเป็นของ MITSUBISHI แท้ (เฉพาะกล่อง) ราคา 1,200 บาท โดยประมาณ จึงตกลงให้เปลี่ยนให้

พัดลมดังกล่าวใช้ได้ปีกว่า ๆ ก็เกิดมีเสียงบุชดัง และฝืด เมื่อขณะที่ตัดการทำงาน พัดลมจะหยุดทันที ซึ่งเป็นอาการที่ผิดปกติของมอเตอร์พัดลม ซึ่งปกติมันจะหมุนต่อด้วยแรงเฉี่อยไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อตรวจสอบดูปรากฏว่า มอเตอร์ตัวนี้บุชด้อยคุณภาพ ทำให้พัดลมทำงานหนัก เกิดความร้อน เสี่ยงต่อเกิดไฟไหม้ได้ โดยเฉพาะรถที่ติดแกสเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้น อย่ารอให้มันเสีย หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นก่อน จึงเลยมาหาอะไหล่พัดลมมือสองมาใช้แทนดีกว่า และมีความเชื่อว่าของติดรถ เป็นของแท้ ทน ถึก มากกว่าเกรดอะไหล่

มาถึงขั้นตอนการเปลี่ยนกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนการถอดชิ้นส่วนพัดลมและอุปกรณ์ข้างเคียง

1. ถอดน็อตยึดเฟรมพัดลมของหม้อน้ำ 2 ตัว



2. ถอดน็อตยึดท่อยางเข้าหม้อน้ำ และสายยางไปท่อพักน้ำ ดังภาพ ตามลูกศรชี้




3. ถอดน็อตยึดเฟรมพัดลมคอนเด็นเซอร์เครื่องปรับอากาศ จำนวน 2 ตัว 



4. ถอดเฟรมพัดลมแอร์ออกมาก่อน โดยการดึงขึ้นมา ต้องถอดซ็อกเก็ตสายไฟออกก่อน (อยู่ด้านขวามือพัดลม) 
5. ถอดท่อน้ำทั้งสองเส้นออกชั่วคราวก่อน
6. ถอดซ็อกเก็ตขั้วสายไฟของมอเตอร์ระบายน้ำออกมา (อยู่ด้านหลัง-ตอนล่างของพัดลม)



7. ดึงเฟรมพัดลมหม้อน้ำออกมาเลย
8. นำเฟรมพัดลมมาถอดใบพัด และถอดมอเตอร์ออก


9. ใส่ของใหม่ (มือสอง สีดำ) เข้าแทนที่ 



   10. ตัดต่อสายไฟให้ถูกต้อง (ควรระวังขั้วบวก ลบ เพราะมีผลต่อทิศทางการหมุน) หากหมุนกลับทางทำให้การระบายอากาศไม่ได้ผล แล้วพันผ้าเทปให้เรียบร้อย


11. ใส่ทุกอย่างที่ถอดออกมากลับเข้าที่ตามเดิม

ข้อควรระวัง  ในการใส่ท่อยางกลับเข้าไป ควรให้ท่อยางยกขึ้นสูงจากจานจ่ายประมาณ 2-3 นิ้ว เพราะถ้าท่อยางสัมผัสกับจานจ่าย จะทำให้ฝาครอบจานจ่ายที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวน จะเปลี่ยนเป็นตัวนำทำให้เครื่องยนต์ดับไม่ทราบสาเหตุได้ ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้วจากช่างของศูนย์บริการที่ไม่มีความรู้

ระยะห่างดังภาพ


ซ่อมปลั๊กพ่วง

ปลั๊กไฟที่เป็นปลั๊กพ่วงราคา 100 - 300 บาทเมื่อชำรุด หลายคนนำไปทิ้ง ซื้อใหม่ดีกว่า แต่ในฐานะบล็อกเกอร์ DIY จึงนำวิกฤติเป็นโอกาสทันที ในวันนี้ขอนำเสนอการซ่อมปลั๊กพ่วง 2 ราง รางแรกชำรุดเนื่องจากหนูมากัดสายไฟขาด รางที่สองสวิทช์เสีย มาดูหลักฐานกันเลย



ขั้นตอนการซ่อม

1. ซื้อสายไฟอ่อน (VFF) ขนาด 2*1.0 sq.mm. และปลั๊กตัวผู้
2. ปอกสายไฟปลายด้านหนึ่งให้ฉนวนออกมาพอประมาณ นำสายไฟสอดในช่องฉนวนพันสายดังภาพ



2. เปิดฝาหลังด้วยไขควงปากแฉกขันสกรูทุกตัวออก
3. ถอดสายไฟเดิมออกโดยการบัดกรีเอาความร้อนไปแตะแล้วดึงออกมา ดังภาพ




4. ปลายสายอีกด้านปอกฉนวนออกมา บัดกรีด้วยการนำหัวแร้งไปแตะที่ปลายสายทองแดงแตะตะกั่วให้หลอมติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งสองเส้น
5. นำปลายสายทั้งสองไปบัดกรีกับแผงปลั๊กพ่วงตำแหน่งเดียวกับตอนถอดของเก่าออก ปิดฝาขันสกรูกลับเหมือนเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ตัวที่หนึ่ง



ปลั๊กตัวที่ 2 สวิทช์เสีย แต่จะไม่เปลี่ยนสวิทช์ แต่ใช้วิธีบายพาสคือต่อตรงไปเลย ยกเลิกการใช้สวิทช์ เพราะสวิทช์ขนาดเล็กแบบนี้จะทนกระแสได้น้อย แม้ว่าในสเป็คจะเขียนว่า 5-15 แอมป์ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะทนได้ถึง 15 แอมป์

ขั้นตอนการซ่อม มีดังนี้




1. ถอดฝาหลังออกมาเหมือนตัวแรก
2. บัดกรีย้ายปลายสายสีเหลืองที่ขั้วสวิทช์จากขั้วกลางไปยังขั้วบน (ย้ายจากลูกศรเล็กไปยังขั้วบน ลูกศรใหญ่)



3. บัดกรีให้ครบทั้ง 4 สวิทช์เหมือนกับข้อ 2
4. ปิดฝา ขันสกรู แล้วทดสอบการใช้งาน

เป็นอันเสร็จสิ้นการ DIY ในครั้งนี้

ขอแสดงความคิดเห็นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลั๊กไฟที่ผลิตในประเทศไทยหน่อย

จากประสบการณ์ และภาพที่เห็นจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนไทยห่วย ๆ เหลือเกิน ให้สังเกตโลหะที่เป็นทองแดง เมื่อเปรียบเทียบกับของญี่ปุ่นจะเห็นชัดเจนว่า

ของไทย เมื่อเราเสียบปลั๊กตัวผู้ไปครั้งแรกบางครั้งหลวม บางทีแน่น แต่ครั้งต่อไปหลวมตลอด ทั้งนี้เพราะทองแดงหรือโลหะที่ใช้ไม่มีการวิจัยหาคุณสมบัติการเป็นสปริงเหมือนของญี่ปุ่น

ของไทยเป็นโลหะทองแดงล้วน ๆ ไม่ผสมโลหะใด ๆ ให้มีคุณสมบัติของความเป็นสปริงเลย

ผู้ซื้อไม่สามารถเปิดดูโลหะข้างในได้เลย แม้ว่าจะมีราคาแพงแล้วก็ตาม

ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการคุณภาพสูง ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสูง เช่น เตารีด หม้อหุงเข้า จึงสมควรซื้อยี่ห้อ Panasonic, Clipsal มาประกอบเองดีกว่า

เปลี่ยนถ่ายน้ำระบบหล่อเย็น แก้ปัญหาน้ำลดรถแลนเซอร์ อีคาร์

DIY: Do it yourself ในครั้งนี้ขอนำเสนอ การเปลี่ยนถ่ายน้ำระบบหล่อเย็นด้วยตนเอง

ระบบน้ำหล่อเย็นในรถยนต์ ทำหน้าที่ระบายความร้อนเครื่องยนต์ขณะทำงาน โดยน้ำจะไหลวนเวียนเข้าไปในเครื่องยนต์แล้วนำความร้อนมาระบายออกด้วยพัดลมด้านหน้าของรถ บริเวณด้านหน้าจึงมีพื้นที่ให้รองรับน้ำมากขึ้น จึงได้มีหม้อน้ำ ซึ่งมีครีบอลูมิเนียมช่วยในการระบายอีกทอดหนึ่ง  เมื่อทำให้น้ำเย็นแล้ว ระบบปั๊มจะดูดน้ำเข้าห้องเครื่องยนต์ต่อไป ทำแบบนี้เป็นวัฎจักรไปเรื่อย ๆ จนเราดับเครื่องจึงหยุด

เมื่อจำนวนชั่วโมงการใช้งานมากขึ้น ระบบน้ำมักมีปัญหาอยู่ 2 ประการ คือ ปริมาณน้ำลดลงไปเฉย ๆ กับน้ำมีสนิม ทำให้หม้อน้ำตัน ซึ่งมีผลต่อการเกิดเข็มความร้อนในหน้าปัทสูงขึ้น  เครื่องยนต์ร้อนจนต้องจอดรถริมทาง ตามที่เคยเห็นคนที่ขับรถจอดข้างทาง แล้วเปิดฝากระโปรงมีควันพุ่งขึ้นนั้นแหละ

การเปลี่ยนน้ำในระบบหล่อเย็นด้วยตนเองก็เป็นวิธีป้องกันอย่างหนึ่ง ที่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เครื่องร้อนต้องจอดข้างทางกัน โดยปกติในคู่มือประจำรถมักจะบอกระยะกิโลเมตรเอาไว้ ว่าต้องเปลี่ยนทุก ๆ กี่ กม. แต่สำหรับรถที่มีอายุมากเป็น 10-20 ปี ถ้าทำตามคู่มือ เครื่องยนต์อาจเกิดปัญหาเสียก่อน ดังนั้น เจ้าของรถควรตรวจสภาพความพร้อมก่อนออกเดินทาง หรือตรวจอยู่บ่อย ๆ ได้แก่ น้ำลดลงหรือไม่ กับน้ำสกปรกเป็นสนิมมากหรือไม่

มาดูวิธีการเปลี่ยนกันเลยดีกว่า
คำเตือน ก่อนดำเนินการทั้งหมด เครื่องยนต์ต้องเย็นแล้วเท่านั้น

1. หมุนเปิด ท่อน้ำทิ้ง ซึ่งอยู่ด้านล่างของหม้อน้ำ

ที่อยู่ของเกลียวเปิดน้ำอยู่ ณ ตำแหน่งดังภาพ (มองจากด้านบนบริเวณหม้อน้ำ)



2. ปล่อยน้ำทิ้งออกให้หมด โดยการเปิดฝาด้านบน ผมมีเทคนิคที่ทำให้น้ำในถังพักออกให้หมดไปด้วย โดยการเอาฝ่ามือปิด-เปิด ๆ ฝาบน สักครู่น้ำจะดูดเอาน้ำจากถังพักออกมาด้วย วิธีการนี้คล้ายกับกาลักน้ำนั่นเอง หากน้ำในถังพักยังเป็นสนิมอยู่อีก มันจะไปผสมปนกับน้ำในหม้อน้ำเหมือนเดิม

3. เป็นวิธีการเฉพาะของผมเอง ผมมักจะใช้น้ำล้างภายในหม้อน้ำก่อน 1-2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้น้ำไหลผ่าน ลงไปเฉย ๆ ครั้งที่ 2 โดยการปิดท่อน้ำทิ้งด้านล่าง แล้วใส่น้ำเข้าไปพอสมควร จัดการขย่มรถ ให้สนิมในน้ำออก ให้สังเกตสีของน้ำที่ไหลออก หากสะอาดแล้วก็เตรียม เติมน้ำให้เต็ม แล้วผสมน้ำยาคูลแลนต์ อัตราส่วนตามคำแนะนำข้างขวดใส่ลงในถังพัก

สำหรับกรณีน้ำลดลงไปเอง สาเหตุอาจเกิดจากการรั่วของฝาปิดด้านบน หรือด้านล่าง ถ้าเกิดจากการรั่วด้านล่าง อาจเกิดจากซีลยางเสื่อมหรือเกลียวเสื่อม ให้หาซื้อซิลยางที่ทนความร้อนมาใช้แทน หากเกลียวเสื่อมเป็นตามดก็ให้ใช้เทปพันเกลียวท่อประปามาพันชั่วคราวไปก่อนได้ ส่วนฝาบนต้องซื้อใหม่อย่างเดียว ขอให้พิจารณาซื้อที่คุณภาพดี ๆ ทนแรงดันได้สูง มีมาตรฐานสักนิดหนึ่ง

วิธีการพันเกลียวเทปล่อน



บทสรุป
การเปลี่ยนถ่ายน้ำระบายความร้อน เป็นการบำรุงรักษาก่อนที่มันจะเกิดปัญหา หากทำด้วยตนเองจะทำให้เข้าใจการทำงานของรถได้ดียิ่งขึ้น ปัญหาใหญ่ ๆ ก็จะไม่เกิดตามมา ลดค่าใช้จ่าย ที่สำคัญ คือ สิ่งที่เราทำได้ด้วยตนเองมันจะเกิดความภาคภูมิใจ รักรถมากยิ่งขึ้น อาจเป็นงานง่าย ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้มีกำลังใจที่จะทำงานที่ยากได้  ให้กำลังใจกับผู้ใช้รถทุกคนครับ

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ซ่อมเมาส์ ใครเขาจะซ่อมกัน

เมาส์ราคาตัวละ 199 บาท เมื่อเวลาที่มันเสีย จะไม่มีใครเขาซ่อมกัน แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าของเว็บ DIY : Do it yourself  จึงขอทดลองซ่อมให้ดูครับ

สาเหตุที่เมาส์เสีย หรือชำรุด ส่วนใหญ่มักเกิดจากสายไฟภายในตัวเมาส์ขาด หรือติด ๆ ขาด ๆ บริเวณด้านบนเมาส์ หรือที่สายพับงอบ่อยที่สุด จึงวินิจฉัยได้เลยว่า สายขาดใน วิธีการซ่อมเพียงเราตัดสายที่ขาด แล้วนำไปต่อโดยตรงกับตัว connector มันคงจะทำงานได้เป็นปกติ

มาเริ่มการซ่อมกันเลย

  • ใช้ไขควงปากแฉก (Phillips screwdriver) หมุนทวนเข็มนาฬิกา เพื่อเปิดฝ่าเมาส์ออก  บริเวณที่สกรูติดอยู่นั้นมักถูกใบรับประกัน (void sticker) ปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครถอดออกมา ดังภาพ

  • แกะฝาออกมา ซึ่งมีส่วนบนและด้านล่าง โดยใช้คุณสมบัติของพลาสติกในการทำเป็นตัวล็อค การถอดนี้ต้องใช้ทักษะนิดหนึ่ง ถ้ามือใหม่พยายามดึงฝาด้านบนมาข้างหลัง จะเป็นการปลดล็อคออก
  • ตัดสายที่คาดว่าขาดออก แนะนำว่าควรห่างไปจากตัวเมาส์มากกว่า 1 คืบ เพราะยังมีสายอีกยาว ตัดด้วยกรรไกร หรือคัตเทอร์ก็ได้ จากรูปด้านล่างนี้ ยังไม่ได้ตัดสาย 

  • เมื่อตัดสายแล้วให้ดึงถอดขั้ว connector ออกจากแผงวงจร เราจะไม่ใช้การต่อแบบนี้อีกแล้ว แต่จะบัดกรีเข้ากับวงจรโดยตรงด้านหลังแผง ดังภาพ (ที่สั่นเพราะถ่ายกลางคืน)
  • วิธีการดูง่าย ๆ ว่าสายเส้นสีอะไรเป็นเส้นแรก สอง สาม สี่ ห้า ก็ให้ดูที่ connector ที่เราใส่เปรียบเทียบ การบัดกรีก็ต้องใช้เครื่องมือ คือ หัวแร้งที่เสียบไฟให้ร้อน กับเส้นตะกั่วบัดกรี ให้ใช้ปลายหัวแร้งสัมผัสกับสายทองแดงที่ปอกไว้แล้ว จนร้อนเล็กน้อย ค่อย ๆ แหย่ลวดตะกั่วเข้าไปใกล้ ๆ จนสายทองแดงถูกหลอมด้วยตะกั่ว จะทำให้การบัดกรีกับขา connector ติดง่ายยิ่งขึ้น
  • เมื่อบัดกรีหมดทุกเส้นแล้ว ให้นำแผงไปใส่กลับที่ตัวเมาส์ตามเดิม เก็บสาย ปิดฝาขันสกรูให้เหมือนเดิม


เครื่องมือที่ใช้ในงานซ่อมเมาส์ครั้งนี้ ประกอบด้วย
  • หัวแร้ง
  • ไขควงชุด
  • คัดเตอร์
  • กรรไกร
  • ตะกั่วบัดกรี 

ผลการซ่อม เมาส์สามารถใช้งานได้ตามปกติ สามารถประหยัดเงินได้ 199 บาท

ซ่อมถังพลาสติกรั่ว ร้าว แตก

ถังพลาสติกราคาไม่แพง หากจะซื้อใหม่ ก็คงไม่ทำให้เดือดร้อน แต่หากจะต้องคำนึงถึงกว่าจะผลิตออกมาได้ ใช้ทรัพยากรหลาย ๆ อย่าง เช่น เม็ดพลาสติก พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งแรงงาน หรือในกรณีที่นำไปรีไซเคิล ก็ต้องใช้หลายขั้นตอน อย่ากระนั้นเลย เรามาช่วยกันลดโลกร้อน นำมาซ่อมให้ใช้งานได้ดังเดิมกันดีกว่า นอกจากช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังรักษาพลังงาน และลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย

มาเริ่มกันเลยดีกว่า การอุดรอยรั่วจากวัสดุประเภทพลาสติก เขาจะใช้การอุดด้วยกาวพลาสติก โดยใช้เพียงปืนยิงกาว และกาวเท่านั้น ดังภาพ



ขั้นตอนการซ่อม
  • นำแท่งกาว ใส่ในตำแหน่งด้านท้ายของปืนยิงกาว  แล้วเสียบปลั๊กไฟปืนยิงกาว รอซักครู่ จนกระทั่งกาวร้อน
  • ทำความสะอาดพื้นผิวตรงรอยแตก รอยรั่ว แล้วเช็ดให้แห้ง
  • นำปืนยิงกาวไปหยอดกาวที่ละลายปิดรอยแตกของถังทั้งด้านนอกและด้านใน จะให้มีคุณภาพดีต้องใช้กาวให้หนาหน่อย จะทำให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น 
  • ให้รอจนกาวเย็น และแห้งสนิท จึงสามารถนำไปใช้ได้


จะซื้อเครื่องมือจากที่ไหน
  • ร้านขายอุปกรณ์ เครื่องมือช่างทั่วไป ราคาไม่แพง
  • กาวแท่งมี 2 ขนาด ขอให้ซื้อขนาดเท่ากันกับปืนยิงกาว
งานครั้งนี้ขอบอกว่า ใคร ๆ ก็ซ่อมได้ ทั้งชายและหญิง ขอแนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจงาน DIY แต่ยังไม่กล้าทำสิ่งใด ๆ เลย ขอให้ทำงานนี้เป็นงานแรก เพราะจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราก็สามารถทำอะไรด้วยตนเองได้ ให้กำลังใจนะครับ





comment from facebook