วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชาร์จน้ำยาทำความเย็น R-12 แอร์รถยนต์

ในตอนที่แล้ว ได้เขียนถึงการเปลี่ยนอุปกรณ์ของระบบปรับอากาศรถยนต์ Mitsubishi Lancer E-car ปี 1993 โดยเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ ไดร์เออร์ สายท่อน้ำยา ท่อด้านดูด และด้านอัด แต่ยังค้างไม่ได้เขียนการชาร์จน้ำยาเอาไว้ ในครั้งนี้จึงนำมาเขียนต่อครับ

ขั้นตอนการชาร์จน้ำยาเข้าสู่ระบบมี 2 ขั้นตอนสำคัญ ๆ ได้แก่
1. ขั้นตอนการทำสูญญากาศ หรือการแว็คคั่ม (vacuum)
2. การอัดน้ำยาเข้าสู่ระบบ

ขั้นตอนการแว็คคั่ม เป็นการทำให้ระบบเป็นสูญญากาศ ดูดเอาความชื้น และอากาศออกจากระบบให้หมด

เครื่องมือที่ใช้ 

  1. เครื่องแว็คคั่ม
  2. สายเมนิโฟลเกจ และวาวล์ปิดเปิด
รูปแบบการต่อสายเมนิโฟลเกจ

  • ใช้สายสีเหลืองต่อกับเกจที่ขั้วกลาง ปลายสายต่อกับเครื่องแว็คคั่ม
  • สายสีน้ำเงินปลายสายด้านหนึ่งต้องต่อกับเกจด้าน Low (เกจสีน้ำเงิน) ปลายสายอีกด้านหนึ่งต่อกับ Service valve ด้านดูด (Suction) ซึ่งจะอยู่ใกล้คอมเพรสเซอร์
  • สายสีแดง เป็นสายด้าน Hi pressure ปลายด้านหนึ่งจะต่อกับเกจสีแดง ปลายสายอีกด้านหนึ่งให้ต่อกับ Service valve ด้าน Discharge ดังภาพ



การปิดวาล์วทั้ง 2 เกจ ให้หมุนตามเข็มนาฬิกา
การเปิดวาล์วทั้งสองเกจ ให้หมุนทวนเข็มนาฬิกา

ขั้นตอนการแว็คคั่ม
  1. เปิดวาล์วทั้งด้าน Low และ Hi ให้มากที่สุด
  2. เปิดสวิทช์เครื่องแว็คคั่ม
  3. ให้สังเกตเกจทางด้าน Low (สีน้ำเงิน) เข็มจะหมุนลงมา (ทวนเข็มนาฬิกา) เรื่อย ๆ จนถึง -29.99 ซึ่งต้องรอขั้นต่ำครึ่งชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง
  4. ปิดวาล์วทั้งสองด้านจนแน่นสนิท
  5. ปิดสวิทช์ดับเครื่องแว็คคั่ม
ขั้นตอนการเติมน้ำมันคอมเพรสเซอร์เข้าสู่ระบบ
  • ในกรณีที่ไม่ได้ใส่น้ำมันคอมเพรสเซอร์เข้าไปในขณะใส่คอมเพรสเซอร์ เราสามารถใส่น้ำมันในตอนนี้ได้ โดยนำน้ำมันหยอดเข้าไปในสายสีเหลือง
  • ให้ถอดสายสีเหลืองจากเครื่องแว็คคั่มออกมา แล้วจุ่มลงไปในขวดน้ำมันคอมเพรสเซอร์
  • ค่อย ๆ หมุนเปิดวาล์วที่เกจสีน้ำเงิน จะห็นว่าน้ำมันจะไหลเข้าสู่สาย (ปริมาณน้ำมันฯ ที่เนมเพลทระบุคือ 210 CC) เสร็จแล้วปิดวาล์วสีน้ำเงินให้สนิท
ขั้นตอนการชาร์จน้ำยาเข้าสู่ระบบ
  1. นำสายสีเหลืองที่เคยต่อกับเครื่องแว็คคั่ม มาต่อกับถังน้ำยา
  2. ค่อย ๆ หมุนวาล์วเปิดน้ำยา จากหัวถัง ไม่ต้องหมุนมาก
  3. การไล่อากาศออกจากท่อสีเหลือง เพื่อไม่ให้ความชื้นเข้าสู่ระบบ โดยการค่อย ๆ หมุนเกลียวปลายสายสีเหลือง (ตรงเส้นกลาง) คลายออกให้อากาศออก สังเกตเสียงและของเหลวไหลออกมา แสดงว่าอากาศถูกไล่ออกจากท่อหมดแล้ว ให้หมุนกลับให้แน่น
  4. เปิดเกจสีน้ำเงินให้น้ำยาค่อย ๆ เข้าไปในระบบ ให้สังเกตเข็มจะสูงขึ้นมากกว่า 40 หรืออยู่ในช่วง 40-60 PSI ให้ปิด
  5. สตาร์ตเครื่องยนต์ เปิดแอร์ ปรับความเย็นมากที่สุด ความเร็วลมมากที่สุด
  6. กลับมาที่เกจ สังเกตเห็นว่าเกจสีน้ำเงินจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เกจสีแดงจะเพิ่มขึ้น
  7. ในขั้นตอนนี้ ให้ค่อย ๆ เปิดวาล์วเกจสีน้ำเงินให้น้ำยาเข้าไป ให้สังเกตการไหลของน้ำยาที่ช่องหลอดแก้ว เป็นฟอง และสังเกตที่หลอดแก้วที่ไดร์เออร์มีการไหลของฟองอากาศ ค่อย ๆ ผิดกันปิดและเปิด ไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการเร่งเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อเร่งเครื่องยนต์เกจสีน้ำเงินด้านความดันต่ำจะลดลงเหลือ 20-30 PSI และความดันด้านสูง จะสูงที่ 150-170 PSI 
  8. จุดความเย็นที่พอดีของปริมาณน้ำยาตามที่ระบุในทฤษฎี คือ ความดันด้านต่ำจะอยู่ที่ 30 PSI และด้านความดันสูงจะอยู่ที่ 145-168 PSI (สำหรับน้ำยา R-12) และ 176-200 PSI (สำหรับน้ำยา 134A) แต่สำหรับแอร์บางยี่ห้อจะเขียนปริมาณเอาไว้ในเนมเพลทที่ติดอยู่ที่รถยนต์นั้นเลย อาจใช้หน่วยวัดเป็นน้ำหนัก จึงจำเป็นต้องใช้ตาชั่ง ชั่งน้ำหนักในการเติม  บางสำนักบอกว่าให้ดูที่หลอดแก้วที่ไดร์เออร์จะต้องไม่มีฟองอากาศ เห็นแต่น้ำยาใส ๆ เคลื่อนที่
  9. เมื่อได้ความเย็นเต็มที่แล้ว ในขั้นตอนการปิดและถอดสาย ให้ทำดังนี้
  • ปิดถังน้ำยาให้สนิท
  • ปิดวาล์วเกจสีน้ำเงิน
  • ถอดสายสีน้ำเงินที่ต่อกับ Service valve ออก
  • ไปปิดสวิทช์แอร์ ดับเครื่องยนต์ รอสักครู่
  • ถอดสายสีแดงที่ต่อกับ Service valve ด้าน Hi ออก
หากเติมน้ำยามากเกินไปจะมีผลอย่างไร
  • จะทำให้เกิดโหลดมากกว่าปกติเมื่อแอร์ทำงานอย่างเห็นได้ชัด เครื่องยนต์อาจเร่งไม่ขึ้นขณะแซง
  • Condenser ตัวระบายความร้อนหน้ารถอาจรั่ว หรือซึมได้ 
  • โอริง อาจจะรั่วหรือซึมได้ง่าย เนื่องจากมีความดันสูง
  • คอยด์เย็นหรืออีแวปเปอเรเตอร์ รั่ว ซึม
  • คอมเพรสเซอร์ร้อนจัด
หากเติมน้ำยาน้อยเกินไปจะมีผลอย่างไร
  • ไดร์เออร์จะมีตัวเซ็นเซอร์น้ำยา หากน้ำยาน้อยมันจะตัดการทำงานชุดคลัชคอมเพรสเซอร์ไม่ให้ทำงาน
  • คอมเพรสเซอร์จะทำงานโดยไม่ตัด เพราะทำความเย็นไม่ถึงที่เราบิดตั้งเอาไว้ ทำให้คอมฯ ร้อนจนตัวเซ็นเซอร์ตัดในที่สุด
  • อุณหภูมิในตัวคาร์ไม่เย็นเท่าที่ควร

         

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์แอร์รถยนต์ อีคาร์ ปี 93

รถยนต์ก่อนปี 1995 จะใช้น้ำยา R-12 เพราะหลังจากนั้น โลกได้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน เพราะน้ำยา R-12 มีสาร CFC มีผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อนได้ ดังนั้น น้ำยารุ่นนี้จึงหายากมากในปัจจุบัน เนื่องจากรถที่เก่า ๆ ลดน้อยลง ร้านซ่อมแอร์รถยนต์จึงมักไม่มีน้ำยานี้สำรองเอาไว้ สำหรับใครที่คิดว่าทำไมไม่เปลี่ยนเป็นน้ำยา R-134A ที่ใช้ในปัจจุบันก็อยากจะบอกว่า ท่านจะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทุกชิ้นของระบบทำความเย็น เนื่องจากความดันที่ใช้ไม่เท่ากัน โอริงก็คนละชนิดกัน เมื่อต้องเปลี่ยนทุกชนิดจึงทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก

เมื่อรถอีคาร์คู่ใจคอมเพรสเซอร์เสีย จึงเลยถือโอกาสซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ และน้ำยามาซ่อมเองซะเลย น้ำยาที่เหลือเอาไว้สำรองไว้ใช้ได้ตลอดไป และไว้ซ่อมให้เพื่อน ๆ ได้หลายปี

หากท่านอยากซ่อมเอง อุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับงานแอร์รถยนต์ ได้แก่ แมนิโฟลด์เกจ ซัคชั่น (เครื่องทำสูญญากาศ) น้ำยา R-12 น้ำมันคอมเพรสเซอร์ ส่วนที่ชำรุด เสียหายก็ซื้อมาซ่อมเปลี่ยนใหม่ ได้แก่ คอมเพรสเซอร์ (ของเชียงกง) สายท่อกลาง (discharge) ท่อใหญ่ (suction) และ ไดรเออร์ รวมแล้วก็หลายพันบาทอยู่เหมือนกัน แต่เห็นเพื่อนบางคนไปให้ร้านทำให้ โดนค่าใช้จ่ายเข้าไป หนึ่งหมื่นห้าพันบาท เป็นคอมฯ บิวต์ ทำให้คิดว่าค่าแรงที่ต้องจ่ายไป เปลี่ยนเป็นค่าเครื่องมือจะดีกว่า

อาการเสียเบื้องต้น คือ แอร์ไม่เย็น พัดลมเป่าลมร้อนออกมาอย่างเดียว เมื่อดูที่คอมเพรสเซอร์แล้วชุดแม่เหล็กไฟฟ้ายังทำงานดีอยู่ แต่พูลเลย์หมุนเสียศูนย์ คอมฯ มีเสียงดัง จึงวิเคราะห์ว่าคอมเพรสเซอร์ลูกสูบชำรุด

อุปกรณ์ เครื่องมือที่ซื้อ ด้านล่าง ราคาเมื่อ พ.ย.ปี 2556 ดังนี้
  • น้ำยา R-12 ถังละ 1,950 บาท ผลิตในประเทศจีน ดู ๆ แล้วคุณภาพไม่น่าเชื่อถือ (ดูจากการสกรีนข้อความที่ตัวถัง)
  • เครื่องซัคชั่น 1,900 บาท 1/4 แรงม้า ชนิด 1 state
  • แมนิโฟลด์เกจ ราคา 700 บาท
  • น้ำมันคอมเพรสเซอร์ ขวดเล็ก 100 บาท
  • น้ำยาล้างหม้อน้ำ ล้างคอนเด็นเซอร์ ล้างอีแวบเปอเรเตอร์แอร์ 100 บาท
  • คอมเพรสเซอร์ มือสอง เชียงกง 2,300 บาท
  • ท่อกลาง 450 บาท 
  • ท่อใหญ่ 600 บาท
  • ไดรเออร์  200 บาท




ขั้นตอนการถอดอะไหล่เพื่อเข้าถึงคอมเพรสเซอร์

  • ถอดน็อตชุดกรองอากาศ ดังลูกศรชี้


  • ถอดชุดลูกรอกและสายพานขับคอมเพรสเซอร์ โดยถอดคลายน็อตลูกศรล่างสุดก่อน แล้วคลายน็อตลูกศรชี้ลงให้หลวม จะทำให้สายพานหย่อน แล้วถอดสายพานออก 
  • ถอดสายน้ำมันตามลูกศรชี้สีแดงชี้ไปทางซ้ายออกด้วย มันกีดขวางต่อการถอดคอมฯ
  • ถอดขั้วต่อสายไฟคอมฯ ออก (ลูกศรสีเขียว) ด้วยการบีบที่ปลายเพื่อปลดล็อก




  • ต่อไปเป็นการถอดสายยาง ซึ่งเป็นสายน้ำมัน และสายลมตามลูกศรทั้งสีแดงและเขียว ต้องจำให้ดี ถ่ายรูปเอาไว้ดีที่สุด
  • เอาสายแมนิโฟลด์เกจ ด้านซ้าย (สีน้ำเงิน) ต่อเข้ากับท่อบริการด้านดูด แล้วหมุนวาล์วสีน้ำเงินเปิดเบา ๆ เพื่อเอาน้ำยาออก น้ำยาจะออกทางสายสีเหลือง (สายกลาง)





  • ถอดท่อน้ำยาทั้งด้านดูดและอัดออกมาด้วยประแจบล็อค
  • ถอดน็อตยึดคอมเพรสเซอร์จำนวน 3 ตัวออก





  • นำคอมเพรสเซอร์มาถอดเปลี่ยนสายไฟชุด Thermal Protector จากตัวเดิม ใส่แทนตัวที่ซื้อมาใหม่ Thermal Protector จะทำหน้าที่เป็นสวิทช์เมื่อคอมฯ มีความร้อนสูงจะตัดการทำงานของแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ให้มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก จึงต้องต่อแบบอนุกรมกับคอมฯ





  • นำสายไฟเดิมมาบัดกรีกับคอมตัวใหม่ ถ้าร้านที่ได้มาตรฐานจะใช้คีมบีบตัว connector และมีท่อหดเป็นฉนวนหุ้ม แต่ถ้าไม่มีก็ใช้หัวแร้งบัดกรีก็ได้ แล้วใช้เทปพันสายไฟยี่ห้อ 3M พันให้แน่น




  • ภาพด้านล่างเป็นการแสดงวิธีการถอด ปรับสายพานให้หลวมเพื่อถอดง่าย ๆ





  • ถอดน็อตสกรูอุปกรณ์ไดรเออร์ และสวิทช์ตรวจสอบน้ำยาออก สวิทช์ตัวนี้จะตรวจสอบว่าน้ำยาขาดหรือไม่  ปกติเมื่อเครื่องคอมฯ หมุน น้ำยาจะไหลผ่านเป็นฟองอากาศเห็นได้ที่หลอดแก้ว  สวิทช์ชุดนี้จะต่อแบบอนุกรม การถอดชุดสวิทช์โดยใช้ประแจเลื่อนถอดออกโดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา



  • การถอดเปลี่ยนท่อทั้งท่อดูดและอัดทั้งสองก็ใช้ประแจบล็อกคลายออกมา ต้องถอดทั้งสองด้าน

ในขั้นตอนการประกอบคอมเพรสเซอร์กลับ ก็ใช้วิธีทำย้อนกลับจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ในขณะที่ถอดท่อน้ำยาออกมาแล้วควรใช้อุปกรณ์อุดท่อเข้าและท่อออกไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในท่อได้ 

ก่อนการประกอบคอมเพรสเซอร์กลับจะต้องมีการถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์เก่าออกให้หมด เอาทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าของเดิมเก็บเอาไว้นานแล้วยัง อาจเสื่อมแล้วก็ได้

การใส่น้ำมันคอมเพรสเซอร์ใหม่กลับเข้าไป ในเนมเพลทเขาแนะนำชนิดเอาไว้ แต่ตอนที่เราซื้อเราต้องระบุว่าใช้กับ R-12 ปริมาณที่เขาระบุสำหรับรุ่นนี้คือ 130 CC (ท่อก็เช่นกันต้องระบุว่าใช้กับ R-12) การซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างต้องเอาตัวอย่างไปด้วยคนขายอาจให้ของไม่ตรงกับที่เราต้องการได้

สำหรับขั้นตอนการทำสูญญากาศ และชาร์จน้ำยาจะได้นำมาเขียนในตอนที่ 2 ต่อไป


สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดนขโมย หายหรือไม่รู้ว่าวางที่ไหน ทำอย่างไร

สมาร์ทโฟนตระกูล iPhone มีฟังก์ชั่น find my iPhone สำหรับค้นหาเมื่อโดนขโมย เอาไว้แจ้งตำรวจไปตามจับโจรได้ เราจะได้โทรศัพท์คืน หรือบางคนอาจลืมไม่รู้ว่าวางอยู่ที่ใด

แต่สำหรับแอนดรอยด์แล้ว ในอดีตเราจะลำบากเพราะไม่มีฟังก์ชั่นหรือแอพพลิเคชั่นนี้  แต่ปัจจุบันมีฟังก์ชัน device manager สำหรับการติดตามง่าย ๆ ไม่ต้องดาวน์โหลดแอพฯ มีวิธีการจัดการดังนี้


  • ตอนซื้อเครื่องใหม่ ๆ ท่านต้องมีอีเมล์และลงทะเบียนที่ www.gmail.com ของ google ก่อนเพราะเราจะใช้ แอพพลิเคชันในการค้นหาของ google ซึ่งมันจะลิงค์ข้อมูลถึงกันและกัน
  • การเตรียมการด้วยการ ไปที่เมนู Setting (ตั้งค่า) > Security (ความปลอดภัย) > Device administrators (โปรแกรมควบคุมอุปกรณ์)ให้ดูว่า check box เป็นเครื่องหมายถูกที่ Android Device Manager (โปรแกรมจัดการอุปกรณ์) หรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วไม่ต้องทำอะไรแล้ว  ซึ่งในข้อความที่อธิบายเอาไว้ หมายถึง เราจะอนุญาตให้เครื่องของเราสามารถสั่งให้ส่งเสียง ล็อกเครื่อง และลบ ข้อมูลได้  โดยการสั่งควบคุมจากเว็บไซต์ที่ google ทำเอาไว้สำหรับให้เราควบคุม โดยที่เราเลือกหากไม่มีเครื่องหมายถูกด้านหลังข้อความนี้ ให้ท่านคลิกที่ข้อความนี้ แล้วให้เราเลือก Activate (เปิดการใช้งาน) แล้วมันจะเช็คบ็อกเป็นเครื่องหมายถูกให้เอง (แต่ถ้าเรากดซ้ำมันจะเปลี่ยนเป็น Deactivate (ปิดการใช้งาน) ซึ่งจะหมายถึง ไม่ยอมให้ใช้การล็อก หรือลบนั่นเอง)
  • ท่านต้องใช้ username password ของ gmail.com ที่ลงทะเบียนเอาไว้
  • หน้าตาของเว็บสำหรับแจ้งที่อยู่ของโทรศัพท์จะมีหน้าตาแบบนี้ครับ (เครื่องสมาร์ทโฟนของท่านจะต้องต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลานะครับ)


เมนู ทั้งสามทำงาน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
  • ทำให้ส่งเสียง หมายถึง โทรศัพท์จะมีเสียงดังเกิดขึ้น มันจะดังจนแบตเตอรี่หมด หรือจนเราสัมผัสหน้าจอ จึงจะหยุด
  • ล็อก หมายถึง เป็นการล็อกสมาร์ทโฟน ให้หน้าจอมืด ไม่ให้โจรใช้งานกดปุ่มใด ๆ ให้มันทำงานได้ ระบบจะให้ท่านใส่ รหัสผ่าน และให้ยืนยันรหัสผ่านซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องรหัสผ่านเดียวกับ gmail.com แต่ต้องจำเอาไว้เมื่อจะเปิดด้วยตัวเราที่เครื่อง เราต้องเอารหัสผ่านนี้ไปเปิดนั่นเอง (ถ้าไม่หายจริงอย่าได้ทดลองเมนูนี้เล่นนะ เพราะท่านอาจลืมรหัสผ่าน อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป)
  • ลบ หมายถึง ลบข้อมูลที่เราใส่เพิ่มเข้าไปหลังจากที่เราซื้อเครื่องมา ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย หมายเลขโทรศัพท์ในคอนแท็กซ์ลิสต์ ฯลฯ หรือเรียกว่า เป็นการ Factory reset นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ซ่อมไดชาร์จ Mitsubishi Lancer E-car 93 เปลี่ยน แปรงถ่าน

ไดชาร์จ ในภาษาช่าง มาจากคำว่า ไดนาโม ในอดีต ตอนเรียนช่างไฟฟ้า อาจารย์บอกว่า ไดนาโมมันเป็นแบบเก่า มันจะผลิตไฟกระแสตรงตั้งแต่เกิด แต่ปัจจุบันมันเกิดจากกระแสสลับก่อน แต่เมื่อเข้าอุปกรณ์ Rectifier มันจึงแปลงเป็นไฟกระแสตรง ไดชาร์จใช้สำหรับชาร์ตไฟกลับเข้าไปในแบตเตอรี่ไม่ให้ไฟหมด เร็คติไฟร์ ในรถยนต์เขาเรียกว่า regulator นอกจากมันจะทำหน้าที่แปลงจากไฟกระแสสลับเป็นกระแสตรงแล้ว ยังทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าไม่ให้เกินที่กำหนดด้วย แม้ว่าความเร็วรอบของเครื่องยนต์จะหมุนเป็น 3000-5000 รอบก็ตาม ภาษาช่างจึงเรียกว่า คัดเอาต์  จริง ๆ แล้วไดชาร์จภาษาทางการเขาเรียกว่า อัลเทอร์เนเทอร์ ครับ

มาว่ากันถึงการเสียของไดชาร์จตัวที่ซ่อมกันดีกว่า สาเหตุที่ทราบว่าเสียแล้ว ก็เนื่องมาจากขับรถอยู่บนถนนดี ๆ มีอันต้องดับสนิท ไฟกระพริบฉุกเฉินก็ไม่ติด หากขับรถกลางคืนจะอันตรายมาก ความเชื่อในเรื่องการช่วยกันเข็นให้สตาร์ตติดแล้วขับไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ใกล้ ๆ บ้านจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วหากเป็นกรณีนี้ เพราะอุปกรณ์ในรถยนต์ยุคใหม่จะทำงานด้วยไฟฟ้า เช่น ชุด ECU, Brake ABS, Solenoid Gas, และปั๊มติ๊ก เพราะมันใช้ไฟฟ้าทั้งนั้น หากไดชาร์จยังทำงานอยู่แม้ว่าแบตฯ จะหมดไฟก็ตาม แต่ไฟจากไดชาร์จมันส่งไปเลี้ยงอุปกรณ์ดังกล่าวได้ แต่หากว่าไดชาร์จเสียพร้อมกับแบตฯ หมด ไฟจึงไม่สามารถส่งไปเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ได้ จึงดับเท่านั้นเอง ในครั้งนี้จึงเขียนมาบอกเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ให้เพื่อน ๆ ตระหนักกันด้วยครับ

ไดชาร์จตัวนี้ยังไม่เคยเสีย ใช้มาได้ระยะ 315,000+ กม. เป็นเวลา 20 ปี ทำไมถึงใช้ได้นานขนาดนี้ ถ้าของใครเสียเร็วกว่านี้ขอถามว่า ท่านเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ใหญ่กว่าเดิมไหม ท่านติดตั้งเครื่องเสียงเพิ่มขึ้น ท่านต่อพ่วงมอเตอร์ระบายน้ำร้อนขนานกับมอเตอร์แอร์หรือไม่ เพราะนั่นมันคือภาระ (load) ให้การทำงานของไดชาร์จมากขึ้น ทำให้เสื่อมเร็ว

วิธีการทดสอบว่าไดชาร์จยังทำงานอยู่หรือไม่ โดยการใช้มิเตอร์ไฟฟ้าวัดแรงดันไฟฟ้าในขณะที่ไม่ติดเครื่องกับขณะติดเครื่องเป็นอย่างไร หรือบางคนอาจใช้วิธีสตาร์ตให้ติดแล้วปลดขั้วลบออกหากดับแสดงว่าเสีย (ผมยังไม่ได้ทดลอง)


ภาพที่ 1 แรงดันไฟขณะเครื่องยังไม่สตาร์ต วัดได้ 12.38 โวลต์


ภาพที่ 2 แรงดันไฟฟ้าขณะเครื่องยนต์เดินเบา วัดได้ 13.94

แต่เมื่อเราเปิดให้โหลดทำงานมันจะลดลงบ้างเล็กน้อย ไฟที่สูงขึ้นนี้จะไปชาร์ตเข้าไปในแบตเตอรี่ ดังนั้น หากท่านสตาร์ตรถแล้ววัดไฟได้เท่าเดิมนั่นคือ แสดงให้เห็นว่าไดชาร์จของท่านเสียแล้ว

ขั้นตอนการเปลี่ยน แปลงถ่านไดชาร์จ จะต้องถอดสิ่งกีดขวางการเข้าถึงออกหลายสิ่ง มีดังนี้

1. ถอดกรองอากาศออก ทั้งสายยาง คลิปหนีบ  และน็อตจำนวน 4 จุด ดังภาพ



2. ถอดมอเตอร์พัดลมระบายความร้อนคอนเด็นเซอร์ระบบแอร์ โดยถอดน็อต 2 ตัว และซ็อกเก็ตขั้วไฟ ดังภาพ


3. ถอดน็อตแผ่นเหล็กปิดฝาเครื่อง จำนวนน็อต 6 ตัว ดังภาพ



4. ถอดขายึดไดชาร์จด้านที่ปรับสายพานได้ ด้วยการขันน็อตออก 2 ตัว เมื่อออกแล้วให้โยกไดชาร์จเพื่อปลดสายพานออก


5. ถอดขายึดไดชาร์จ น็อตที่ยึดด้านใน และถอดสายไฟออกทุกขั้ว จำขั้วให้ได้ หรือถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก็ได้


6. เอาไดชาร์จไปถอดออกเป็นชิ้น ๆ ได้ 2 ส่วน โดยถอดน็อด 3 ตัว ดังภาพ การถอดตัวนี้ต้องใช้ไขควงกระแทกตอกเบา ๆ ก่อนนะครับ จึงจะออก


7. ถอดน็อตด้านท้าย ดังภาพ


8. ใช้ค้อนตอกเบา ๆ เพื่อแยกออกเป็น 2 ชิ้น เมื่อแยกได้แล้ว ถอดน็อตสกรูตัวยึดแปรงถ่านกับน็อตยึดเร็กกูเลเทอร์ออกมา ดังภาพ (อาจต้องใช้ไขควงกระแทก)


9. ค่อย ๆ ถอดชุดแปลงถ่านออก ด้านท้ายจะมีตัวปิดสายไฟยึดแปลงถ่าน ให้เอาออกจะเห็นรอยบัดกรี ให้เอาหัวแร้งบัดกรีสายแปรงถ่านออกมา ไปซื้อที่ร้านขายอะไหล่ยนต์ หรือไฟฟ้าก็ได้ ต้องเอาขนาดไปเปรียบเทียบนะครับ  ความยาวของแปรงถ่านควรไม่น้อยกว่า 6 ม.ม. ในกรณีของผมสายไฟแปรงถ่านไปขูดเอาหน้าสัมผัสของโรเตอร์ที่เป็นทองแดงสึกหรอ เพราะแปรงถ่านสั้นมากกว่า 5 ม.ม.


10. หากหน้าสัมผัส (ของคอมมิวเตเตอร์ เป็นศัพท์ของไดนาโมนะครับ ส่วนตัวนี้เขาเรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว) สึกหรอมากอาจใช้กระดาษทรายชนิดขัดเหล็กขัดออกมาให้เห็นทองแดงเสมอกัน (ของผมยังมีร่องด้านล่าง)


11. เมื่อบัดกรีแปรงถ่านกลับเข้าเหมือนเดิม จะลำบากในการใส่โรเตอร์กลับเข้าไปเพราะว่า มีแปรงถ่านโผล่อยู่ จึงสังเกตเห็นมีรูอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้แนวทาง ต้องกดให้แปรงถ่านเข้าไปข้างในแล้วใช้ลวดสอดมาจากฝาท้ายปิดแปรงถ่านไม่ให้โผล่  เมื่อใส่โรเตอร์ได้แล้ว จึงค่อยดึงลวดออก ดังภาพ


ลวดมองจากด้านใน


ลวดมองจากด้านบน


การประกอบกลับก็ใช้เทคนิคเช่นเดิมนะครับ คือการทำย้อนกลับ ระมัดระวังเรื่องน็อตสกรูเหลือนะครับ ต้องเก็บอะไหล่ น็อตสกรูที่ถอดออกมาให้เรียบร้อยนะครับ

บทสรุป ผลการซ่อมไดชาร์จครั้งนี้ วัดไฟฟ้าได้ตามภาพ 2 ภาพแรกนะครับ  สรุปว่าใช้ได้ การซ่อมเปลี่ยนแปรงถ่านไดชาร์จนั้น ช่างทั่วไปเขามักเปลี่ยนลูกใหม่ให้ หรือบางคนอาจจะซื้อของเชียงกงมาเปลี่ยนเพราะทำได้รวดเร็วกว่า แต่เมื่อพิจารณาของการเสียแล้วมีสิ่งที่จะเสียเพียงไม่กี่อย่าง เช่น แปรงถ่าน เร็คกูเลเตอร์ หน้าสัมผัส เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วขดลวดทองแดงจะไม่ค่อยเสีย หรือไหม้เลย และผมยังเชื่อว่า เนื้องทองแดงในอดีตมีคุณภาพสูงกว่าปัจจุบัน  ลองพิจารณาดูนะครับ การซ่อมครั้งนี้ใช้แปรงถ่านเพียง 80 บาทเท่านั้น สุดคุ้ม

เปลี่ยนมอเตอร์เปิด-ปิดกระจกประตูรถยนต์ Mitsubishi Lancer E-Car

การซ่อมเกี่ยวกับกระจกประตูในอดีต ได้แนะนำการเปลี่ยนสวิทช์ไปแล้ว แต่ในครั้งนี้ถึงคราวของมอเตอร์ขับเคลื่อนการเปิด-ปิด ที่เสีย 3 ตัวพร้อมกัน จึงถือโอกาสเข้าไปซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองในคราวเดียวกันเลย

โชคดีที่รถรุ่นนี้สามารถใช้อะไหล่ร่วมกับยี่ห้อ Proton ของมาเลย์เซียได้ จึงได้ราคาถูกกว่า แต่เป็นของ Made in Malaysia (เป็นของใหม่) เมื่อดูคุณภาพการผลิตแล้วไม่น่าจะดีกว่าของที่ติดมากับรถ การซื้อมอเตอร์จำเป็นต้องถอดของเก่าไปให้เขาดูด้วยเพื่อจะได้ไม่ผิดด้าน ถ้าไม่ได้เอาไปอาจจะสบสนด้านขวา หรือด้านซ้ายได้ ไม่แน่ใจว่าจะมองจากข้างในรถ หรือจากยืนหน้ารถ ดูภาพมอเตอร์ก่อนก็แล้วกัน



ขั้นตอนการเปลี่ยนมอเตอร์ออกนั้นมีสิ่งต้องจัดการหลายอย่าง กว่าจะเข้าถึงมอเตอร์ได้ ดังนั้นลำดับการเข้าถึง มีดังนี้

1. ถอดสกรูจำนวน 3 ตัว ดังลูกศร แล้วถอดเบ้าออกด้วย 2 อัน (ลูกศรลง)



2. ใช้แรงดึงกรอบพลาสติกที่ประกบประตูออก ถ้าแน่นมากอาจใช้ไขควงปากแบนงัดออกตามกรอบ เพราะการยึดทั้งสองเข้าด้วยกันด้วยหมุดพลาสติก ดังรูป หลังจากนั้นต้องถอดขั้วสายไฟออกจากสวิทช์ด้วย


รูปนี้เป็นอีกประตูหนึ่งนะครับ แต่เพื่อให้ดูหมุดการยึดของประตู ตามลูกศรนะครับ มันเป็นพลาสติก มันกรอบแตกง่าย อาจต้องซื้อมาเปลี่ยนด้วย ตอนใส่กลับต้องระวังมันไม่ตรงรู

3. ใช้ประแจบล็อก ถอดน็อตจำนวน 3 ตัว ตามลูกศรในภาพ เสร็จแล้วเอาออกพร้อมกับแกะพลาสติกออกมา


5. ถอดน็อตที่ยึดโครงชุดมอเตอร์ออก จำนวน 5 ตัวตามลูกศรสีน้ำเงิน ดังภาพ


ตามภาพจะเห็นว่า ได้ทำหลายประตูอาจจะสบสน แต่จำนวนและหลักการเหมือนกัน ผมทำไปถ่ายไป แต่บางครั้งก็ลืมถ่าย ไปถ่ายเอาที่ประตูอื่น

4. ขั้นตอนการเอาชุดมอเตอร์ขับหน้าต่าง ออกมานั้นจะยุ่งยากลำบากนิดหนึ่ง เช่น กรณีมอเตอร์เสียที่ตำแหน่งปิดหน้าต่างสนิท (อยู่บนสุด) ซึ่งเราต้องการจะถอดกระจกออกจากเฟรมยึด เพราะมีสกรูยึดอยู่ 2 ตัว (พลาสติกสีขาวใกล้ ๆ กับลูกศรสีน้ำเงินล่างสุด) ดังนั้นในครั้งนี้ ผมต้องให้ถอดมอเตอร์ออกก่อนโดยใช้ไขควงแฉกล้วงเข้าไปไขเอาด้านใน แล้วจึงสามารถกดกระจกให้ลงมาด้านล่างได้ จากนั้นจึงถอดสกรูกระจกออกได้ แล้วค่อย ๆ เอากระจกลงมาด้านล่าง (ถอดออกจากกรอบไม่ได้ และไม่จำเป็น เพราะเราจะเอาเพียงชุดขับมอเตอร์ออกเท่านั้น)

5. ช่องรูขนาดใหญ่ด้านล่าง นั้นคือ ช่องที่จะเอาเฟรมมอเตอร์ออกมา จัดระเบียบเล็กน้อยก็สามารถถอดออกมาได้อย่างง่ายดาย ภาพเฟรมที่ถอดออกมา ดังนี้


6. จากภาพด้านบน การเปลี่ยนมอเตอร์ก็เพียงใช้ไขควงแฉกถอดน็อตสกรูออก แต่จำเป็นต้องใช้ไขควงชนิดตอกเพราะแน่นมาก ต้องใช้ค้อนตอกแรง ๆ จึงจะหมุนออกได้ (การหมุนจะต้องหมุนเข้าก่อนแล้วจะหมุนออกง่ายกว่า) ควรฉีดสเปรย์อเนกประสงค์ก่อน จึงจะถอดได้ เมื่อถอดออกแล้วอย่าเพิ่งใส่ชุดมอเตอร์ใหม่เข้าไปก่อน ควรฉีดสเปรย์ที่สายสลิงให้การขึ้นลงลื่นก่อน ใช้มือจับพลาสติกสีขาวดึงขึ้นลง 

7. ใส่ชุดมอเตอร์กลับเข้าไป ทดลองต่อสวิทช์ ทดสอบการหมุนของมอเตอร์ หากทำงานดีก็จัดการประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิม โดยทำย้อนกลับ อย่าลืมเสียบซ็อกเก็ตสายไฟ แผ่นพลาสติกให้เรียบร้อย

สุดท้ายนี้ ขอให้กำลังใจกับคนรักรถเก่า คนซื้อรถมือสอง หากสนใจซ่อมรถยนต์ด้วยตนเอง ท่านไม่จำเป็นต้องจบช่างยนต์มา ท่านก็สามารถซ่อมได้ด้วยตนเอง หากมีความสนใจ มีความพยายาม ไม่มีสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ เพราะใจเราคิดว่าทำได้

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนมอเตอร์พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำแลนเซอร์ อีคาร์

พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำรถยนต์ ทำหน้าที่ดูดเอาความร้อนจากหม้อน้ำออกมา และเป่าระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ระบบเดิม ๆ มันจะมีตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนจากเครื่องยนต์ เมื่ออุณหภูมิถึงระดับที่กำหนดไว้มันจะทำงานทันที เมื่อเย็นแล้วจึงหยุด บางทีขณะขับรถตอนกลางคืน หรือขณะฝนตก พัดลมนี้อาจทำงานน้อยลง แต่เมื่อได้ไปซ่อมแอร์เปลี่ยนชุดคอนเด็นเซอร์ใหม่ ช่างเขาเปลี่ยนคอนเด็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมไปบังหม้อน้ำรถยนต์ ช่างแอร์เขาเลยต่อรีเลย์ควบคุมให้มอเตอร์ระบายความร้อนทำงานทั้งตอนแอร์ทำงานกับเครื่องยนต์ร้อน ดังนั้น พัดลมระบายความร้อนจึงทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้มอเตอร์พัดลมเสื่อมเร็วขึ้น เมื่อปีที่แล้ว (มิ.ย. 2555) พัดลมจึงหมดอายุขัยเกินกว่าจะซ่อมได้ และประจวบเหมาะที่ไปเสียจังหวัดภูเก็ต หมดสิทธิ์ที่จะเลือกแนวทางการซ่อม จึงให้ช่างที่ขายพัดลมเปลี่ยนให้ เป็นของใหม่เขาบอกว่าเป็นของ MITSUBISHI แท้ (เฉพาะกล่อง) ราคา 1,200 บาท โดยประมาณ จึงตกลงให้เปลี่ยนให้

พัดลมดังกล่าวใช้ได้ปีกว่า ๆ ก็เกิดมีเสียงบุชดัง และฝืด เมื่อขณะที่ตัดการทำงาน พัดลมจะหยุดทันที ซึ่งเป็นอาการที่ผิดปกติของมอเตอร์พัดลม ซึ่งปกติมันจะหมุนต่อด้วยแรงเฉี่อยไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อตรวจสอบดูปรากฏว่า มอเตอร์ตัวนี้บุชด้อยคุณภาพ ทำให้พัดลมทำงานหนัก เกิดความร้อน เสี่ยงต่อเกิดไฟไหม้ได้ โดยเฉพาะรถที่ติดแกสเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้น อย่ารอให้มันเสีย หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นก่อน จึงเลยมาหาอะไหล่พัดลมมือสองมาใช้แทนดีกว่า และมีความเชื่อว่าของติดรถ เป็นของแท้ ทน ถึก มากกว่าเกรดอะไหล่

มาถึงขั้นตอนการเปลี่ยนกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนการถอดชิ้นส่วนพัดลมและอุปกรณ์ข้างเคียง

1. ถอดน็อตยึดเฟรมพัดลมของหม้อน้ำ 2 ตัว



2. ถอดน็อตยึดท่อยางเข้าหม้อน้ำ และสายยางไปท่อพักน้ำ ดังภาพ ตามลูกศรชี้




3. ถอดน็อตยึดเฟรมพัดลมคอนเด็นเซอร์เครื่องปรับอากาศ จำนวน 2 ตัว 



4. ถอดเฟรมพัดลมแอร์ออกมาก่อน โดยการดึงขึ้นมา ต้องถอดซ็อกเก็ตสายไฟออกก่อน (อยู่ด้านขวามือพัดลม) 
5. ถอดท่อน้ำทั้งสองเส้นออกชั่วคราวก่อน
6. ถอดซ็อกเก็ตขั้วสายไฟของมอเตอร์ระบายน้ำออกมา (อยู่ด้านหลัง-ตอนล่างของพัดลม)



7. ดึงเฟรมพัดลมหม้อน้ำออกมาเลย
8. นำเฟรมพัดลมมาถอดใบพัด และถอดมอเตอร์ออก


9. ใส่ของใหม่ (มือสอง สีดำ) เข้าแทนที่ 



   10. ตัดต่อสายไฟให้ถูกต้อง (ควรระวังขั้วบวก ลบ เพราะมีผลต่อทิศทางการหมุน) หากหมุนกลับทางทำให้การระบายอากาศไม่ได้ผล แล้วพันผ้าเทปให้เรียบร้อย


11. ใส่ทุกอย่างที่ถอดออกมากลับเข้าที่ตามเดิม

ข้อควรระวัง  ในการใส่ท่อยางกลับเข้าไป ควรให้ท่อยางยกขึ้นสูงจากจานจ่ายประมาณ 2-3 นิ้ว เพราะถ้าท่อยางสัมผัสกับจานจ่าย จะทำให้ฝาครอบจานจ่ายที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวน จะเปลี่ยนเป็นตัวนำทำให้เครื่องยนต์ดับไม่ทราบสาเหตุได้ ผมเคยมีประสบการณ์มาแล้วจากช่างของศูนย์บริการที่ไม่มีความรู้

ระยะห่างดังภาพ


ซ่อมปลั๊กพ่วง

ปลั๊กไฟที่เป็นปลั๊กพ่วงราคา 100 - 300 บาทเมื่อชำรุด หลายคนนำไปทิ้ง ซื้อใหม่ดีกว่า แต่ในฐานะบล็อกเกอร์ DIY จึงนำวิกฤติเป็นโอกาสทันที ในวันนี้ขอนำเสนอการซ่อมปลั๊กพ่วง 2 ราง รางแรกชำรุดเนื่องจากหนูมากัดสายไฟขาด รางที่สองสวิทช์เสีย มาดูหลักฐานกันเลย



ขั้นตอนการซ่อม

1. ซื้อสายไฟอ่อน (VFF) ขนาด 2*1.0 sq.mm. และปลั๊กตัวผู้
2. ปอกสายไฟปลายด้านหนึ่งให้ฉนวนออกมาพอประมาณ นำสายไฟสอดในช่องฉนวนพันสายดังภาพ



2. เปิดฝาหลังด้วยไขควงปากแฉกขันสกรูทุกตัวออก
3. ถอดสายไฟเดิมออกโดยการบัดกรีเอาความร้อนไปแตะแล้วดึงออกมา ดังภาพ




4. ปลายสายอีกด้านปอกฉนวนออกมา บัดกรีด้วยการนำหัวแร้งไปแตะที่ปลายสายทองแดงแตะตะกั่วให้หลอมติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งสองเส้น
5. นำปลายสายทั้งสองไปบัดกรีกับแผงปลั๊กพ่วงตำแหน่งเดียวกับตอนถอดของเก่าออก ปิดฝาขันสกรูกลับเหมือนเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ตัวที่หนึ่ง



ปลั๊กตัวที่ 2 สวิทช์เสีย แต่จะไม่เปลี่ยนสวิทช์ แต่ใช้วิธีบายพาสคือต่อตรงไปเลย ยกเลิกการใช้สวิทช์ เพราะสวิทช์ขนาดเล็กแบบนี้จะทนกระแสได้น้อย แม้ว่าในสเป็คจะเขียนว่า 5-15 แอมป์ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะทนได้ถึง 15 แอมป์

ขั้นตอนการซ่อม มีดังนี้




1. ถอดฝาหลังออกมาเหมือนตัวแรก
2. บัดกรีย้ายปลายสายสีเหลืองที่ขั้วสวิทช์จากขั้วกลางไปยังขั้วบน (ย้ายจากลูกศรเล็กไปยังขั้วบน ลูกศรใหญ่)



3. บัดกรีให้ครบทั้ง 4 สวิทช์เหมือนกับข้อ 2
4. ปิดฝา ขันสกรู แล้วทดสอบการใช้งาน

เป็นอันเสร็จสิ้นการ DIY ในครั้งนี้

ขอแสดงความคิดเห็นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลั๊กไฟที่ผลิตในประเทศไทยหน่อย

จากประสบการณ์ และภาพที่เห็นจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนไทยห่วย ๆ เหลือเกิน ให้สังเกตโลหะที่เป็นทองแดง เมื่อเปรียบเทียบกับของญี่ปุ่นจะเห็นชัดเจนว่า

ของไทย เมื่อเราเสียบปลั๊กตัวผู้ไปครั้งแรกบางครั้งหลวม บางทีแน่น แต่ครั้งต่อไปหลวมตลอด ทั้งนี้เพราะทองแดงหรือโลหะที่ใช้ไม่มีการวิจัยหาคุณสมบัติการเป็นสปริงเหมือนของญี่ปุ่น

ของไทยเป็นโลหะทองแดงล้วน ๆ ไม่ผสมโลหะใด ๆ ให้มีคุณสมบัติของความเป็นสปริงเลย

ผู้ซื้อไม่สามารถเปิดดูโลหะข้างในได้เลย แม้ว่าจะมีราคาแพงแล้วก็ตาม

ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการคุณภาพสูง ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสูง เช่น เตารีด หม้อหุงเข้า จึงสมควรซื้อยี่ห้อ Panasonic, Clipsal มาประกอบเองดีกว่า

comment from facebook