วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ถอดล้อเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่รถยนต์


ขับรถแลนเซอร์สุดรักคันนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ยังไม่เคยเกิดเหตุจนต้องเปลี่ยนยางอะไหล่เลย มาครั้งนี้เกิดขึ้นโดนตะปูตัวใหญ่ แทงทะลุทำให้ยางแบน จำเป็นต้องเปลี่ยนล้อสำรองมาใช้ ขั้นตอนการถอดล้อสำหรับรถแลนเซอร์ มีขั้นตอนดังนี้


  • เปิดกระโปรงฝาท้ายเอายางสแปร์ และเครื่องมือออกมา ดังภาพ

  • ขึ้นเบรคมืออย่าให้รถไหล ใช้ก้อนอิฐบล็อกหรือสิ่งของที่ป้องกันไม่ให้รถไหลวางหน้าและหลังล้อในกรณีที่รถจอดมีความชัน 
  • ใช้ประแจสำหรับถอดล้อ หมุนพอให้คลายความแน่นออกมา ปกติร้านที่เปลี่ยนยางเขาขันแน่นมาก เราต้องใช้เท้าเหยียบจึงจะคลาย ทั้ง 4 ตัว แต่ไม่ต้องถอดจนน็อตหลุดออกจากล้อ

  • ใช้ล้อสแปร์วางใต้คานรถ ป้องกันแม่แรงล้ม เสร็จแล้วนำแม่แรงมาวางตรงตำแหน่งที่คู่มือประจำรถแนะนำ (รุ่นนี้เขาแนะนำ 4 จุด ใกล้ ๆ กับล้อ ให้สังเกตรอยเชื่อมขอบจะดูแข็งแรงกว่าจุดอื่น) เสร็จแล้วให้หมุนแม่แรงเพื่อให้ล้อยกขึ้นเหนือพื้น ดังภาพ

  • ขันน็อตเพื่อถอดล้อออกทั้งสี่ตัว ดึงล้อออกมา นำล้อสแปร์มาใส่แทน แล้วนำล้อเดิมไปวางแทนล้อสแปร์
  • ขันน็อตทั้ง 4 กลับเข้าไป ยังไม่ต้องแน่น เพราะมันลอยอยู่มันจะไม่แน่นที่สุด
  • นำล้อที่วางใต้ท้องรถออก หมุนแม่แรงกลับให้รถลงถึงพื้น แล้วถอดแม่แรงออก
  • ลงมือขันน็อตล้อให้แน่นทั้ง 4 ตัว โดยการเอาเท้าเหยียบขึ้นไป คนน้ำหนักมากระวังเกลียวจะพัง
  • ยางสแปร์ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครตรวจสอบลม จึงต้องใช้ที่สูบลมจักรยานเติมเข้าไป ถ้าไม่มีที่สูบลม แล้วยางสแปร์ก็ไม่มีลมด้วย ก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปทำไมเหมือนกัน ขอให้มีที่สูบลมติดท้ายรถไปบ้างนะครับ เดี่ยวนี้เขามีปั้มลมแบบใช้ไฟฟ้ารถยนต์ขายราคาไม่เท่าไร ให้ซื้อติดไว้กับรถก็ได้


สุดท้ายนี้ ขอฝากชาว DIY ทุกท่าน ขอให้ขับรถอย่างระมัดระวัง เคารพกฏจราจร ความเร็วไม่เกิน 90  เห็นใจเพื่อนร่วมทาง เว้นระยะห่างให้จักรยาน แล้วสังคมจะน่าอยู่ การขับรถจะมีแต่ความสุข  ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน


วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมทีวีจอแก้ว CRT ยี่ห้อ LG 21 นิ้ว เปลี่ยนสวิทช์


DIY ในครั้งนี้ขอนำเสนอการซ่อมทีวีจอแก้วชนิด CRT (จอนูนในอดีต) ยี่ห้อ LG ราคาประหยัด คุณภาพพอ ๆ กับราคา เป็นทีวีที่ใช้เอง ซื้อมาครบปี พอหมดประกันก็เสียทันที

อาการที่เสียคือเปิดแล้ว เงียบสนิท ไฟ LED ด้านหน้าไม่แสดง ไม่ได้ยินเสียงจี้ด ๆ  จึงวิเคราะห์ว่าสิ่งที่น่าจะเสียคือ สวิทช์ หรือไม่ก็เป็นฟิวส์ขาด หรือมากที่สุดอาจเป็นตัวความต้านทานของชุดสวิทชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายขาด จึงเปิดฝาครอบด้านหลังออกมาตรวจสอบ ในขั้นตอนการดำเนินการ ตั้งแต่การเปิดฝาท้าย จนถึงการเปลี่ยนของที่เสียมีลำดับ ดังนี้


  • ขั้นตอนการเปิดฝา ให้คว่ำจอลง (สำหรับมือใหม่) ใช้ไขควงปากแฉก ขันทวนเข็มนาฬิกาเพื่อถอดออก ซึ่งสกรูจะอยู่ที่มุมทั้งสี่มุม และตรงตำแหน่งขั้วต่อสาย AV อีก 1 ตัว ดังรูป

  • เมื่อถอดสกรูออกทั้งหมดแล้ว การเปิดฝาก็ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงดึงฝาขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ก็จะมองเห็นบอร์ดอิเล็คทรอนิคส์ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่เต็มไปหมด ไม่ต้องกลัว ถอดออกจากร่องที่วางได้เลย ให้สังเกตการใส่ในร่องนิดหนึ่ง เพราะว่าตอนใส่กลับจะได้ไม่ผิดพลาด
  • ขั้นตอนการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เสีย ให้ใช้มิเตอร์ตั้งการวัดไปที่วัดความต้านทาน เอาปลายสายทั้งสองด้านจี้ที่ขั้วสวิทช์ ทั้งสองขั้ว ทดลองกดเปิด ปิดดูว่าเข็มมิเตอร์ขึ้นลงหรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นลงเลยแสดงว่าสวิทช์เสีย แต่ถ้าฟิวส์ขาด ก็วัดที่ฟิวส์ ฟิวส์ของทีวีจะมี 2 แบบ แบบแรกเป็นแก้วใสทั่วไป มองเห็นการขาดหรือไหม้ได้ อีกแบบหนึ่งจะเป็นวัสดุสีขาวมองไม่เห็นด้านใน ต้องใช้มิเตอร์วัด
  • ในการซ่อมครั้งนี้โชคดี ที่เป็นสวิทช์เสีย ไม่ต้องหากันนาน เพราะใช้ประสบการณ์พอเห็นลักษณะสวิทช์ที่ LG  นำมาใช้ในทีวีก็รู้ทันทีว่า สวิทช์ที่ใช้เป็นเกรดทั่วไป ต้องเสียแน่นอน เมื่อวัดมิเตอร์ไม่ขึ้นแต่อย่างใดจึงจัดการถอดออกมา วิธีการถอดให้ดูจากภาพ ด้านล่าง


  • ขั้นตอนการถอดให้ใช้หัวแร้งที่ร้อนเต็มที่แล้ว จี้ที่ขั้วสวิทช์ แล้วใช้ที่ดูดตะกั่ว ดูดออกมาให้หมดทั้ง 4 จุด 
  • นำตัวอย่างไปซื้อจากร้านขายอะไหล่อิเล็คทรอนิคส์ ราคาตัวละไม่เกิน 50 บาท 

  • การใส่สวิทช์กลับก็ให้บัดกรีกลับด้วยตะกั่วกับหัวแร้งไฟฟ้าเช่นเดิม
  • เสร็จแล้วให้ใส่แผงบอร์ดกลับที่เดิม ปิดฝาแล้วทดสอบผลการซ่อม
เครื่องมือที่ใช้ในการซ่อม หาซื้อได้ที่ร้านอะไหล่อะเล็คทรอนิคส์ทั่วไป ในราคาที่ไม่แพงเหมือนในอดีต เช่น มิเตอร์ตัวนี้ราคา 350 บาท  ดังภาพ



การซ่อมทีวีเปลี่ยนสวิทช์ในครั้งนี้ จึงเหมาะกับผู้สนใจ จะเป็นนัก DIY มือใหม่ทั้งหลาย ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นช่างในสาขาใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ชอบ สนใจ ชอบเรียนรู้ หาประสบการณ์ใหม่ ก็สามารถทำได้

ในส่วนของการศึกษาเพิ่มเติม การใช้มิเตอร์ หรือการถอดอุปกรณ์ การเชื่อมบัดกรี ท่านสามารถเข้าไปในเว็บ www.youtube.com พิมพ์คำค้นว่า ซ่อมทีวี หรือ TV repair หรือ using multi-meter ท่านก็จะรู้วิธีการใช้ ไม่แน่ท่านอาจจะยึดเป็นงานอาชีพก็ได้ 

ขอให้มีความสุขกับ DIY: Do it yourself นะครับ



วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมเครื่องซักผ้า electrolux


DIY: Do it yourself วันนี้ขอเสนอการซ่อมเครื่องซักผ้าอิเล็คโทรลักซ์ ของอิตาลี่ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจงานซ่อมด้วยตนเอง ในครั้งนี้ ผู้ซ่อมไม่จำเป็นต้องเรียนหรือเป็นช่างไฟฟ้ามาก่อนก็สามารถซ่อมได้

เครื่องซักผ้าถังนอน อิเล็คโทรลักซ์ รุ่นโบราณ (EW-543F) ที่ยังคงใช้การควบคุมการทำงานแบบอนาล็อก ที่ใช้มอเตอร์ไทเมอร์หมุนไปควบคุมสวิทช์อยู่ ได้ชื่อว่ามีความคงทนสูงกว่าบอร์ดควบคุมด้วยระบบดิจิทัล ตอนนี้มีเครื่องเข้ามาซ่อมทั้งสองแบบ แบบแรกสวิทช์เสียทั้ง 3 ตัว มีสวิทช์เปิดปิด สวิทช์ครึ่งถัง (1/2) และสวิทช์ควบคุมการปั่น เครื่องที่สองเป็นบอร์ดอิเล็คทรอนิคส์ มันเสียเนื่องจากจิ้งจกเข้าไปเกาะบนบอร์ดทำให้บอร์ดลัดวงจรมีควันขึ้น มาว่าถึงรายละเอียดในการซ่อมเลยดีกว่า

ขั้นตอนการซ่อมเครื่่องซักผ้าอิเล็คโทรลักซ์

  • เนื่องจากวิเคราะห์ว่าสวิทช์ชำรุด จึงต้องเปิดฝาด้านบนของเครื่อง วิธีการโดยใช้ไขควงขันน็อตที่ฝาบน ซึ่งอยู่ด้านหลังของเครื่อง จากนั้นใช้มือผลักฝาบนไปด้านหลัง การออกแบบกลไกการล็อคฝาแบบนี้ทำให้การเปิดเพื่อซ่อมดูแลได้ง่าย สะดวก ดังภาพ



  • ขั้นตอนการเปลี่ยนสวิทช์  เดิมที สวิทช์ที่ชำรุดจะเกิดการแตกหัก หลุดเข้าไปด้านใน จึงเพียงแต่ถอดขั้วสายเดิมมาเสียบเข้ากับซ็อกเก็ตของสวิทช์ เท่านั้น แต่มันยุ่งยากที่ต้องทราบว่า สวิทช์ทั้งสามนั้นตัวไหนเป็นสวิทช์เปิดปิด ตัวไหนเป็นครึ่งถัง ตัวไหนเป็นตัวควบคุมการปั่น ต้องค้นหา wiring diagram จากอินเทอร์เน็ต การเสียบสายนั้นก็ไม่ยาก เพราะสวิทช์มีการออกแบบให้เข้ากับซ็อกเก็ต ไม่สามารถเสียบสลับตำแหน่งให้ผิดได้ (มันจะเสียบไม่เข้าถ้าผิดตำแหน่ง เนื่องจากสวิทช์แบบสามขั้วใช้จริงสองขั้ว) 
  • การติดตั้งเข้าไปในตำแหน่งเดิม บริษัทได้ออกแบบสวิทช์เป็นชนิดพลาสติกแข็ง มีขั้วล็อกมาพร้อมจึงเพียงเสียบเข้าไปให้แน่นมันจะล็อกตัวมันเอง หลังจากนั้นก็ให้ใส่ปุ่มกดสีขาว เข้าทางด้านหน้า





  • ขั้นตอนการตรวจสอบก่อนปิดฝา เป็นการตรวจตราสิ่งที่ผิดปกติทั่ว ๆ ไป เช่น มีสายไฟเส้นใดที่หลุด หรือขั้วหลวมหรือไม่ ท่อยางน้ำเข้า น้ำออก ในขั้นนี้จะทดลองการทำงานของเครื่องดูก่อนก็ได้ รวมทั้งถอดฟิลเตอร์มาล้าง แล้วปิดฝากลับให้เหมือนดิม เป็นอันเสร็จสิ้นการซ่อม
โดยสรุปแล้ว การซ่อมเครื่องซักผ้าแบบรุ่นนี้ ผู้ซ่อมไม่จำเป็นต้องเรียนจบทางไฟฟ้าโดยตรงก็สามารถซ่อมได้ เพียงมีพื้นฐานความรู้ ม.ต้น ม.ปลายนิดหนึ่ง (สิ่งที่ครูวิทย์ สอนไฟฟ้ากระแสตรง กระแสสลับตอนมัธยมก็ได้นำมาใช้ก็ตอนนี้แหละครับ) ปกติบริษัทผู้ผลิตมักออกแบบการป้องกันความผิดพลาดจากการใช้ หรือการซ่อมที่อาจผิดพลาดเอาไว้แล้ว 
  • ขอให้พิจารณาดูที่ซ็อกเก็ตทั้งสาม สีขาว สีแดง และขาว สวิทช์ทั้งสามจะเป็นรุ่นเดียวกัน
  • ซ็อกเก็ตสีขาวที่มีสายสีน้ำเงิน จะมีสามขั้วจึงต้องเสียบแบบนี้จึงเสียบเข้า แต่ถ้ากลับด้านกันจะเสียบไม่เข้า
  • ซ็อกเก็ตสีแดง และสีขาวมีสองขั้ว ถ้าเสียบผิดด้าน สลับกัน หรือผิดขั้วก็จะเสียบไม่เข้าเช่นกัน
ร้านขายอะไหล่ของอิเลคทรอลักซ์จะมีเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ เท่านั้น ถ้าหาไม่ได้ในท้องตลาดก็สามารถสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตได้ แนะนำให้เข้าไปซื้อที่เว็บ www.eclubthai.com 

ในการซ่อมครั้งนี้ใช้สวิทช์สามตัว ราคาตัวละเกือบห้าร้อยบาท จึงนับว่าเป็นสวิทช์ที่แพงมากเอาการอยู่ ในขณะที่สวิทช์ทั่วไปราคาอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 100 บาท

สำหรับคนที่รักในเชิงช่าง อยากซ่อมเครื่องใช้ได้เองก็ขอให้สนุกกับงานซ่อมนะครับ

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ซ่อมพลาสม่าทีวี Power Supply เสีย


ทีวีจอแบน ได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงแม้จะแพงแต่ก็ยังขายได้ดี ด้วยคุณสมบัติความคมชัดระดับ HD จึงทำให้ดูหนังจากดีวีดี หรือบลูเรย์ชัดมาก ๆ

ผมคนหนึ่งได้ซื้อมาใช้กับเขาด้วยหนึ่งเครื่อง เป็นยี่ห้อ LG รุ่น 42PQ30R  แต่คุณสมบัติไม่ถึง HD แต่พอดูหนังจากดีวีดี หรือหนังประเภท MKV พอชัดใช้ได้ระดับหนึ่ง

ปัญหาของเรื่องที่จะเขียนคือว่า เครื่องนี้ นอกจากจะใช้น้อยแล้ว พอหมดอายุประกันก็เสียทันที บริษัทรับประกัน 1 ปี การซ่อมทีวีแบบนี้ไม่ค่อยมีร้านที่ไหนเขาซ่อมกัน อาการที่เสียในครั้งแรกคือมีควันขึ้นที่ด้านท้ายของฝาปิด จอมืด จึงรีบปิด ทิ้งไว้เป็นวันจึงเปิดใหม่ ได้ยินเสียงต็อกแต็ก ๆ หลายครั้ง ไฟ LED สีแดงที่สวิทต์ค่อย ๆ ดับไป พอปิดแล้วเปิดอีกก็เป็นแบบเดิม จึงถอดแผง Power Supply ไปขอซื้อที่ศูนย์บริการ LG เขาบอกว่าไม่มีนโยบายขายอะไหล่ให้ช่างทั่วไป เอาละซีเราก็ไม่ใช่ช่างซ่อมทีวี เพียงแต่พอมีความรู้บ้าง ว่าแผงไหนเป็นอะไร ทำหน้าที่อะไร เครื่องที่ใช้อยู่นี้เสียที่แผงไหน เพราะว่ามันเสียเหมือนบอร์ดคอมพิวเตอร์ คือสังเกตจากรอยไหม้ หรือกลิ่นของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ปรากฏว่าเสียที่บอร์ดเพาเวอร์ซัพพลาย ถอดเอาไปหาศูนย์ ศูนย์บริการบอกว่าต้องยกมาที่บริษัททั้งเครื่องเลย (โอพระเจ้า เครื่อง 42 นิ้วใส่รถเก๋งไม่ได้) เขาบอกว่ามีบริการไปรับถึงบ้าน จ่ายค่าบริการ 800 บาท เมื่อมาซ่อมแล้วเขาจะเปลี่ยนทั้งบอร์ดเช่นเดียวกับความคิดของผมในตอนแรก ลองค้นหาราคาบอร์ดที่เว็บ www.eclubthai.com ราคาบอร์ดนี้ประมาณ 2,950 บาท บวกค่าส่ง 150 บาท (แพงจัง) ถ้าศูนย์บริการคงคิดค่าบริการเพิ่มอีก รวมแล้วจะเป็นเท่าไร



ในฐานะที่เป็นบล็อกเกอร์ ThaiDIY จึงขอ Do It Yourself มานำเสนอผู้อ่านที่สนใจ และค้นหามาเจอ ในกรณีคีย์เวิร์ดตรงกันพอดี

ถ้าเป็นช่างสมัยก่อนเขาจะหาอุปกรณ์ที่เสียที่บอร์ดแต่ละอุปกรณ์ เช่น ตัวความต้านทาน ทรานซิสเตอร์ หรือไดโอดเสีย ก็ให้เปลี่ยนตัวนั้นไปเลย จึงลองตรวจสอบตัวไดโอด ทรานซิสเตอร์ และคอนเด็นเซอร์ดูก่อน ในขั้นต้น ปรากฏว่าเจอตัวเสีย เป็นไดโอดหมายเลข  D352 เบอร์ SM3200  เป็นไดโอดชนิด  Barrier Schottky  200 Volt 3 Amp (ค้นจากเว็บอาจารย์กู๋)  ได้ไปหาซื้อที่ร้านอิเล็คทรอนิกส์ใหญ่ ๆ ทั่วไป แต่ไม่มีขาย จึงหาเบอร์แทนเป็นชนิดธรรมดา เมื่อนำมาใส่ดูปรากฏว่าดูได้ไม่เกิน 5 นาที ควันขึ้น ไดโอดตัวเดิมอีก และลัดวงจรทันที

จึงเข้าไปถามในเว็บบอร์ดของ www.eclubthai.com เพื่อน ๆ สมาชิกเขาแนะนำให้ใช้ไดโอดความถี่สูงที่ใช้กับทีวีทั่วไป ที่มีคุณสมบัติทนกระแสและทนแรงดันได้ จึงหาเบอร์เทียบเท่าจากอินเทอร์เน็ตได้หลายเบอร์ เช่น เบอร์ RU4M, MUR480 หรือ MUR460 (ให้สังเกตตัวหลังนะครับ 460 หมายถึง ทนกระแสได้ 4 Amp ทนแรงดันได้ 600 Volt  ดังนั้น เมื่อ เบอร์ MUR460 ไม่มี จึงใช้ MUR480 ได้)

เมื่อเอามาเปลี่ยนทดลองใช้ดู ปรากฏว่าใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาใด ๆ ไดโอดไม่ร้อน

คาดว่าปัญหาอาการนี้ในเครื่อง LG คงมีมาหลายเครื่องไม่ใช่เฉพาะของผมคนเดียว (ท่านลองเข้าเว็บ www.eclubthai.com ค้นหาคำว่า LG + Power supply ดู) แต่ที่แล้วมาคงเปลี่ยนทั้งบอร์ด จึงเขียนมาแจ้งให้ช่างซ่อมทีวีทดลองแก้ปัญหาเช่นเดียวกับผมลองดูก่อน เพราะอาจเป็นจุดด้อยของการออกแบบของยี่ห้อนี้ก็ได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดด้อยในแต่ละรุ่นแต่ละอาการไม่เหมือนกัน เช่น ทีวียี่ห้อ Toshiba รุ่นจอ CRT มักมีปัญหาในส่วนภาพด้านบนยืด นั้นเป็นเพราะคอนเด็นเซอร์ภาคเวอร์เสื่อมเฉพาะตัวนั้นตัวเดียว (คอนเด็นเซอร์สีส้ม) และยี่ห้อเนชั่นแนล พานาโซนิคมักเสียที่การบัดกรีคอยด์ภาคฮอร์ ทำให้เกิดอาการจอมืดมีเสียงจี๊ด ซึ่งช่างทั่ว ๆ ไปเมื่อเจอทั้งสองยี่ห้อนี้ มักตรวจสอบในส่วนนี้ก่อน ยังมีอีกอาการหนึ่งที่ช่างซ่อมทีวีจอ CRT มักเจอบ่อยคือ สีเพี้ยน เพราะแม่สีขาดไป ช่างมักแก้ปัญหาโดยการบัดกรีย้ำไปที่ทรานซิสเตอร์ของแม่สีทั้ง 3 ตัว แต่ปัจจุบันอาจใช้ทรานซิสเตอร์แล้วก็ได้ อาการเหล่านี้ไม่แน่ใจว่ายังมีหรือเปล่า


ผลการซ่อมในครั้งนี้ เสียใช้จ่ายค่าไดโอด 3 ตัว 120 บาท ไหม้ไป 1 ตัว ใช้ไป 1 ตัว มีสำรองอีก 1 ตัว ของใครเสียรุ่นเดียวกัน อาการเดียวกัน รับซ่อมให้ฟรีสำหรับสมาชิก แต่ต้องรอตอนว่าง ๆ ครับ DIY ในครั้งนี้จึงขอแนะนำเฉพาะผู้มีความรู้ทางอิเล็คทรอนิคส์ และไฟฟ้านะครับ เพราะถ้าท่านเปิดฝาท้ายโดยพลการ อาจโดนไฟฟ้าดูดท่านได้ เพราะมีไฟฟ้าสูง 200 Volt แม้ว่าท่านถอดปลั๊กออกแล้วก็ตาม มันอาจมีไฟฟ้าค้างอยู่ในคอนเด็นเซอร์ได้

รูปภาพบอร์ดและตัวไดโอดที่เสียครับ






วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

DIY ตอน 10 ทำกล่องเครื่องเสียง Integrated Amplifier


เครื่องเสียงยี่ห้อ Sansui รุ่น AU-101 ดังภาพด้านล่างนี้ ผมได้มาจากพี่สาวและพี่เขย สภาพตามที่เห็น เมื่อถามพี่เขยว่าทำไมไม่มีฝาปิด เขาบอกว่าถอดมาจากเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งทำ Built-in แล้วใส่เครื่องเสียงเข้าไป เมื่อถอดออกมาจากเดิม ทำให้ไม่มีฝาปิด



เมื่อมาค้นหารูปภาพจากเว็บ google จึงเห็นว่ามีสภาพเดิมสวยงามคลาสสิค กล่องขอบข้างทำจากไม้ เมื่อศึกษาเพิ่มเติมจากเว็บ จึงทราบว่า เป็นรุ่นที่ผลิตในปี 1973 - 1975 ถ้านับถึงปี 2011 จะมีอายุได้ 38 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่ายังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

เมื่อได้มา ผมจึงจัดการกับลูกบิด On-Off โดยเปลี่ยนใหม่เอาลูกบิดของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์มาใส่เข้าไป ฟังเสียงครั้งแรกเสียงจะไม่ Balance กัน จัดการโดยใช้เครื่องเป่าลม เป่าขี้ฝุ่นให้ออกให้หมด แล้วใช้น้ำยา Contact Cleaner ยี่ห้อ Phillips ฉีดที่รูของ Volume และ Balance รวมทั้ง Base และ Treble อาการเสียงไม่เท่ากันหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่น่าเชื่อว่าเสียง Base ที่ได้จะหนักแน่น เสียงแหลมจัดจ้าน นุ่มนวลพอสมควร ไม่มีเสียงกรอกแกรกมารบกวนเลย รูปเดิมของ Sansui AU-101 ที่หาได้จากเว็บ ดังภาพด้านล่างนี้




เมื่อได้เห็นสภาพเดิมของรุ่นนี้แล้ว จึงมีความคิดที่จะ DIY กล่องให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิม จึงนำเศษไม้ มาทำเป็นกล่อง วัดขนาดให้พอใส่เครื่องแอมป์เข้าไปได้ ซื้อสติกเกอร์ลายไม้จาก Home Pro และคัตเตอร์ ดังภาพด้านล่าง



ลงมือเอากล่องไม้มาวางบนสติกเตอร์ ตัดขนาดให้พอดีกัน ลอกสติกเกอร์มาค่อยติดให้เรียบ อย่าให้เกิดฟองอากาศภายในก็พอ ติดสติกเกอร์ให้ครบทุกด้าน


ภาพที่ได้เมื่อเสร็จแล้ว จะได้ดังภาพข้างล่าง


ขอรีวิวการใช้งานเครื่องเสียงนี้สักหน่อย

แอมป์เครื่องนี้ ส่วนใหญ่จะใช้ฟังวิทยุ จากดาวเทียม โดยต่อเอา Source มาจาก Receiver
ยี่ห้อ dBy รุ่น Leo-809 ซึ่งให้ Output ออกมาไม่ได้เรื่องเลย แต่เครื่องแอมป์ตัวนี้ สามารถปรับให้ออกมาดีได้
ผมเคยนำเอา ONKYO รุ่น HT-3300 5.1 แต่มาฟังแบบลำโพงชุด B ที่ใช้เพียง 2 ลำโพง มาทดสอบเปรียบเทียบกัน
โดยนำเอา Receiver จานดาวเทียมเดียวกัน ลำโพงเดียวกัน ผลการเปรียบเทียบผมประทับใจเสียงของ Sansui 38 ปีมากกว่า

ในขณะที่ ONKYO ถ้าได้ Source เข้ามาดีจะให้คุณภาพของเสียง ได้ดี แต่ถ้า Source ไม่ดี แทบจะไม่อยากฟังซะเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดเห็นของผมคนเดียว ถ้าใครจะนำไปอ้างอิง อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ โปรดไปหาฟังด้วยตัวเองจะดีกว่า

สุดท้ายนี้ ขอให้ความสุขกับ D.I.Y นะครับ

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

DIY ตอน 9 เปลี่ยนลูกบิดประตู


ลูกบิดประตูเมื่อใช้งานไปนาน ๆ มักจะชำรุดเสียหายได้ วันนี้ได้โอกาสเปลี่ยนลูกบิดประตู ซึ่งเป็นการฝึกงานเป็นช่างไม้กันครั้งแรก การ DIY ครั้งนี้มีขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด พร้อมภาพแสดง ดังขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ถอดลูกบิดอันเก่าออก โดยการถอดจากภายใน กดเอาตัวล็อกซึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง ดังภาพ ขอใช้ภาพแทน เพราะตอนถอดไม่ได้ถ่ายภาพไว้




  2. ไปซื้อลูกบิด จะได้อุปกรณ์มาครบชุด รวมทั้ง สกรูและตัวถอดสลักตามภาพแรกด้วย เครื่องมือที่ใช้มีเพียงไขควงปากแฉกเท่านั้น จัดการแกะออกจากแพ็กเก็จหีบห่อ และถอดลูกบิดด้านในออกดังภาพแรก




  3. ติดตั้ง ขันสกรูอุปกรณ์ดังภาพ (ไม่ทราบเขาเรียกว่าอะไร) ถ้ามีของเก่าอยู่แล้วให้ถอดออกเปลี่ยนเป็นอันใหม่ไปเลย





  4. สอดลูกบิดเข้าไปจากด้านนอก ให้ด้านที่มีลูกศรชี้อยู่ทางด้านที่มีรูตัวล็อก ดังภาพ




  5. ในขณะที่สอดให้ใส่ตัวลูกเดือยยึดเข้าไปพร้อมกันเพราะว่าเขี้ยวที่ยึดจะยึดติดจากการสอดตัวแม่เท่านั้น (ตามลูกศรในภาพข้อ 4) ที่ลูกศรนั้นเป็นตัวยึดกับลูกบิด เพื่อหมุนปิด - เปิดล็อกประตู เมื่อใส่เสร็จแล้วให้ทดลองบิดหมุนดูว่าลูกเดือยยึดติดกับตัวแม่แล้วหรือยัง




  6. ขันสกรูปิดอุปกรณ์ให้แน่น ดังลูกศรในภาพ มีทั้งหมด 4 ตัว
  7. ด้วยกัน



  8. หมุนปิดฝาปิด หมุนไปตามเข็มนาฬิกาจนแน่น




  9. ใส่ลูกบิดด้านใน โดยสอดเข้าไปตามทิศทางสีน้ำเงิน ให้ตำแหน่งตัวยึดตรงกันดังลูกศรสีแดงตามภาพ




  10. ทดลองปิดเปิดดู ตอนทดลองปิดเปิด อย่าเพิ่งปิดล็อกกับประตูจริง ให้หมุนดูก่อนว่าใช้ได้หรือไม่ เพราะว่า มือใหม่ไม่ใช้ช่างจริง ๆ อาจติดอยู่ในห้องคนเดียว
ท้ายสุดนี้ ขอให้กำลังใจกับชาว D.I.Y ทุกท่านว่า ไม่มีอะไรที่เราตั้งใจจะทำแล้วทำไม่ได้ ขอให้เริ่มทำจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อน ที่สำคัญคือการศึกษาค้นคว้าครับ ในอินเทอร์เน็ตมีทุกอย่าง


วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

DIY ตอน 8 เปลี่ยนมอเตอร์กระจกไฟฟ้า แลนเซอร์ อีคาร์

แลนเซอร์ อีคาร์ ปี 93 เริ่มทยอยเสียทีละอย่างสองอย่างแล้วครับ แต่ยังรักมันอยู่จึงต้องซ่อมกันต่อไป ในวันนี้ขอนำเสนอการเปลี่ยนมอเตอร์กระจกไฟฟ้า พร้อมทั้งสวิทช์ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ Lancer e-car รุ่นนี้เป็นอย่างยิ่ง (ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต) สำหรับคันนี้ เคยมีปัญหาเสียสะสมมาจนครบทุกบานหน้าต่างแล้ว จึงมาซ่อมพร้อมกันทีเดียวเสียเลย มีสวิทช์ชุดเล็กเสีย ด้านซ้าย 2 ชุด สวิทช์เซ็นเตอร์ด้านคนขับเสีย (เสีย 2 ตัวย่อย ต้องเปลี่ยนทั้งชุด) ชุดมอเตอร์เสียด้านขวาทั้งหน้าและหลัง

วิธีการตรวจสอบว่าสวิทช์หรือมอเตอร์เสียนั้น ให้ใช้วิธีสลับสวิทช์ โดยต้องมีสวิทช์ที่ดี 1 ตัวสำหรับสลับเปลี่ยน ถ้ายังเลื่อนกระจกขึ้นลงได้ แสดงว่ามอเตอร์ดี สวิทช์เก่าเสีย ในทางกลับกันถ้าเลื่อนกระจกไม่ได้แสดงว่ามอเตอร์เสีย

วิธีการเปลี่ยนสวิทช์ตัวเล็ก

  • ใช้ไขควงปากแบน งัดเอาสวิทช์ขึ้นมาเบา ๆ สวิทช์ตัวเล็กเขาล็อกด้วยคุณสมบัติของพลาสติกที่ให้ตัวได้ ไม่ได้ขันด้วยน็อต สกรูแต่อย่างใด
  • การถอดเปลี่ยนสายไฟ ให้ใช้ไขควงปากแบนกดที่ร่องสลักลงไป แล้วดึงขั้วสายไฟออกมา ถ้าไม่ใช้ไขควงปากแบนกดที่ร่อง แต่ใช้แรงดึงออกมาอย่างเดียวจะทำให้ขั้วยึดสายไฟชำรุดได้
  • ใส่สวิทช์ตัวใหม่เข้าไป ให้ทดลองผลการทำงานดูก่อนว่าใช้ได้หรือไม่ ก่อนที่จะติดตั้งลงในตำแหน่งเดิม
ขั้นตอนวิธีการถอดมอเตอร์กระจกไฟฟ้า
  • ถอดแผ่นครอบชุดมอเตอร์ ด้วยการขันสกรูเกลียวปล่อย ด้านปุ่มล็อก



  • ถอดสกรูเกลียวปล่อยด้านหน้า



  • ถอดสกรูมือจับ ปิด-เปิด



  • ถอดสกรูเกลียวปล่อย ชุดดึงสลักกลอนเพื่อเปิด



  • ดึงแผ่นครอบชุดมอเตอร์ออก โดยแกะชุดล็อกออกเบา ๆ โดยการใช้ไขควงปากแบนแงะออกเบา ๆ การล็อกฝานี้ใช้ดุมพลาสติกตัวผู้ตัวเมีย สุดท้ายให้ยกขึ้นเพื่อให้ออกจากปุ่มล็อกปิด-เปิดด้านบน
  • ถอดชุดสายไฟออกจากขั้วสวิทช์ชุดใหญ่ ด้วยวิธีเดียวกับสวิทช์ชุดเล็ก หลังจากนั้นให้ถอดเอาสวิทช์อันนี้ ออกจากที่ยึด ด้วยการถอดน็อตที่ล็อกด้านหน้า (มีลักษณะเป็นสเตนเลสสปริง)


  • ถอดแผ่นพลาสติกบาง ๆ กันฝุ่นออก แผ่นนี้มีความสำคัญ ถ้าฉีกขาดจะให้มีเสียงเข้ามาในรถมาก หรือมีกลิ่นรั่วเข้ามาได้ แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ด้วย ดังรูป



  • ถอดน็อตยึดมอเตอร์ 3 ตัว กับตัวยึดรางเลื่อนหน้าต่างที่มีน็อต 4 ตัว ด้วยประแจเบอร์ 10 ดังลูกศร โดยดึงกระจกให้ออกจากรางที่วางกระจกลงด้านล่าง


  • ค่อย ๆ นำเอามอเตอร์และรางเลื่อนกระจกออกจากช่องออกมา รางเลื่อนและมอเตอร์มีรูปร่างดังภาพด้านล่าง


  • นำเอาของใหม่มาประกอบกลับ เข้าไปใหม่ ด้วยการทำย้อนกลับกับการถอด
ข้อเสนอแนะในการซื้ออะไหล่
  • สวิทช์ชุดเล็กทั้ง 3 อันเหมือนกันหมด สลับกันได้ แต่ชุดมอเตอร์ทั้ง 4 ด้านมีโครงร่างไม่เหมือนกัน ดังนั้น ควรเอาตัวอย่างไปเปรียบเทียบ ป้องกันร้านอะไหล่ขายมั่วให้ของผิดด้านมาจะทำให้เสียเวลา ซึ่งจริงๆแล้ว จะมีภาษาอังกฤษเขียนกำกับเอาไว้ เช่่น ด้าน หน้าขวา จะมีอักษร F และ R นั้นคือ F = Front คือด้านหน้า R = Right คือ ด้านขวา ในการซ่อมครั้งนี้ร้านเขาให้มาผิด ต้องเสียเวลากลับไปเปลี่ยนอันใหม่
  • หลายคนนิยมซื้อของมือสองจากญี่ปุ่น แต่ถ้าอยู่ที่ จ. สงขลาจะใช้ของมาเลย์ เพราะรุ่นนี้อะไหล่เหมือนกับรถ Proton ทุกอย่าง ราคาจึงถูกกว่า เช่น สวิทช์ด้านคนขับของใหม่ราคา 850 บาท ถ้าใช้ของเมืองไทย ในเว็บบอกราคา 4,500 บาท แต่คนละยี่ห้อกันนะครับ ของมาเลย์สวิทช์จะแข็งกว่า ไม่แน่ใจว่าจะทนทานเพียงใด แต่ของเดิมจะเป็นยี่ห้อ Omron รูปของสวิทช์ที่ผลิตในมาเลย์ ดังภาพด้านล่าง



  • พูดถึงอะไหล่มาเลเซีย มีอีกอย่างหนึ่งคือหลังคา ที่รถรุ่นนี้ต้องเปลี่ยนทุกคัน เพราะผุจากกาวอีป็อกซี่ ผมใช้บริการของรถ Proton ราคาประมาณ 4,000 บาท ในขณะที่ลองติดต่อศูนย์มิตซูบิชิประเทศไทย เขาใจดียินดีลดราคาให้ 25 % เหลือ 7,500 บาท เขาว่าต้องซื้อคานเหล็กอีก 2 อันด้วย รวมแล้วเกือบหมื่นบาท ไม่เอาดีกว่า
  • ในการซ่อมครั้งนี้ สามารถเปลี่ยนเฉพาะมอเตอร์อย่างเดียวก็ได้ เพราะมีชุดหนึ่งที่สายสลิงขาดบางเส้น มอเตอร์ยังใช้ได้ นำไปเปลี่ยนกับรางที่มอเตอร์เสีย ทำให้ประหยัดเงินได้ ทำให้การซ่อมครั้งนี้ หมดเงินไปเพียง 2,000 บาท สวิทช์ชุดใหญ่ 850 บาท สวิทช์ชุดเล็กตัวละ 150 บาท 3 ตัว มอเตอร์และรางราคา 700 บาท
การบำรุงรักษา
  • การบำรุงรักษากระจกไฟฟ้า มีคนเข้าใจผิด คิดว่าถ้าไม่ใช้เลยจะทำให้ทนทานกว่า นั้นไม่จริง เพราะว่ามอเตอร์และสลิงจะเกิดสนิม ฝืดและเมื่อใช้ทำให้ขึ้นลงลำบาก มีโหลดหนักจึงทำให้สวิทช์มีกระแสสูง หน้าสัมผัสทองแดงจะทนกระแสสูงไม่ได้ ทำให้ชำรุดในที่สุด
  • มอเตอร์ก็เช่นเดียวกัน จารบีหรือสิ่งหล่อลื่นเสื่อมสภาพ ขี้ฝุ่นเกาะเกิดสนิมที่แกนและบุชของมอเตอร์ทำให้ไม่หมุนได้
  • ถ้ามีเวลาและรักงานซ่อมจริงๆ แนะนำให้ถอดออกมาดังวิธีเดียวกันนี้ แล้วมาทาด้วยจารบีทุก ๆ 3 ปี น่าจะทำให้กระจกขึ้นลงอย่างราบรื่นดีกว่า
  • ถ้ารถยนต์ถูกน้ำท่วม แนะนำให้ถอดมาบำรุงรักษาก่อนใช้งานครับ
สุดท้ายขอฝากข้อคิดเตือนใจ มายังผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน โปรดให้ความเคารพกฏจราจรอย่างเคร่งครัด อย่าขับรถเร็วเกิน 90 กม./ชม. เพราะเมื่อพลาดพลั้งขึ้นมามันไม่สามารถกลับมาแก้ตัวใหม่ได้อีกต่อไป ขอให้โชคดีครับ

comment from facebook