วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Lancer E-Car ปี 93 สายพานมีเสียงดังเมื่อสตาร์ทตอนเช้า แก้ไขอย่างไร

ชุดสายพานหน้าเครื่อง รถ Lancer E-Car ถ้าเปลี่ยนใหม่ ในวันแรกมักไม่เกิดปัญหาอะไร แต่เมื่อใช้ไปเพียงวันสองวัน จะมีเสียงหวีดเกิดขึ้นตอนสตาร์ท แต่เมื่อเครื่องได้เดินรอบไปสักพักหนึ่งเสียงหวีดจะหายไป นานวันเสียงจะดังมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเราไปสตาร์ทในบริเวณที่คนเยอะ ๆ ทุกคนจะมองมาที่รถของเรา ไม่ใช่มองด้วยความน่าสนใจเหมือนรถสปอร์ตหรือรถซูเปอร์คาร์ แต่มองด้วยความทุเรศ สร้างความอับอายให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก

วันนี้มันเกิดขึ้นแล้วกับอีคาร์คู่ใจของผม ในตอนต้นไปหาเพื่อนช่างให้ดูให้ เขาก็จัดการปรับสายพานให้ตึง ๆ ให้   เมื่อสตาร์ทดูเสียงก็หายไป  แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เมื่อสตาร์ทใหม่ในตอนเช้าอีกวัน เสียงก็ไม่หาย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าตอนเช็คขันน็อตปรับให้แน่นตอนนั้น เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ จึงไม่เกิดเสียงตอนนั้น

เมื่อลองกลับมาค้นหาสาเหตุในเว็บไซต์ต่าง ๆ มีหลายคนบอกว่าอาจจะเกิดจากพูลเลย์ชำรุดก็ได้ บางคนบอกว่าให้ปรับสายพานให้ตึง จึงลองค้นหาคู่มือซ่อมที่เป็นภาษาอังกฤษสำหรับช่างโดยตรง มาศึกษาดู เห็นว่าการปรับแต่งนั้นไม่ซับซ้อนอะไรมาก สามารถ DIY ได้ จึงทดลองทำดูด้วยตนเอง ให้ตรงกับบล็อกนี้คือ DIY: Do it yourself. แล้วนำมาเขียนในบล็อกให้เพื่อน ๆ ทดลองทำดูด้วยตนเองกันครับ

มาดูภาพประกอบของสายพานหน้าเครื่องทั้ง 3 เส้น

  • สายพานคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ



วิธีการปรับสายพานทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องยกรถให้สูงแต่อย่างใด ดังนั้นทุกคนสามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงมีเครื่องมือที่ครบครัน มาเริ่มด้วยการปรับสายพานชุดคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศกันก่อน

  1. เปิดฝากระโปรงค้างไว้ สายพานหน้าเครื่องจะอยู่ด้านซ้ายมือคนขับ
  2. เริ่มใช้ประแจบ็อก ขันน็อตชุดลูกปืนสำหรับมีไว้ปรับสายพานแอร์ (A) ให้หลวมโดยขันทวนเข็มนาฬิกา
  3. ใช้ประแจบ็อกแบบต่อหัว ปรับให้ตึงโดยการหมุนตามเข็มนาฬิกา คอยตรวจสอบความตึงของสายพาน ในกรณีสายพานเก่าความตึงควรกดลงได้ไม่เกิน 7 ม.ม. ถ้าสายใหม่ไม่เกิน 6 ม.ม.
  • เมื่อได้ความตึงตามกำหนดแล้ว ให้ขันน็อต (A) ตามเข็มนาฬิกาให้แน่น ดังภาพ




  • การปรับสายพานชุดน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์




  1.  เนื่องจากตำแหน่งรูสำหรับขันเข้าขันออกนั้นจะต้องตรงกับพูลเลย์ ดังนั้นจึงควรสตาร์ทเครื่อง แชะ ๆ เบาเพื่อให้รูตรงกันทั้งสองรู
  2. เมื่อตรงกันแล้วใช้ประแจบ็อกขันน็อตตัวล่างออกพอหลวม ๆ โดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา
  3. ขันน็อตตัวด้านบนให้หลวมด้วยวิธีเดียวกับข้อ 2
  4. เนื่องจากไม่มีน็อตในการขันปรับความตึง จึงต้องใช้เครื่องมือเป็นเหล็กกลมยาวที่กล่องเครื่องมือที่เขาให้มาพร้อมกับรถ (ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับแม่แรง) สอดเข้าไปในช่องเหล็กให้ขัดกับตัวปั๊มน้ำมัน แล้วออกแรงผลักให้ตัวปั๊มดึงสายพานให้มีความตึงมากที่สุด พร้อมกับใช้ประแจบ็อกขันน็อตตัวบนให้แน่นที่สุด
  5. ขันน็อดตัวล่างให้แน่นตาม ให้ความตึงของสายพานตามสเป็ค กำหนดให้ตึงกดลงได้ไม่เกิน 7.5 ม.ม. กรณีสายพานเก่า และ 5.5 ม.ม.กรณีสายพานใหม่

  • การปรับสายพานขับไดนาโมชาร์ตแบตฯ

เนื่องจากการปรับสายพานไดนาโม มีสิ่งกีดขวางมาก จึงต้องถอดอุปกรณ์ข้างเคียงออกเสียก่อน ดังนี้
  1. ถอดพัดลมระบายความร้อนคอนเด็นเซอร์ออก และอย่าลืมถอด connector สายไฟด้วย ด้วยการกดแล้วดึงออกมา และชุดท่อดูดลมเข้าคาร์บิวฯ ออกด้วย
  2. ถอดน็อตที่ยึดแน่นตายตัวของชุดไดนาโม (หมายเลข 1 Lock bolt) ด้วยประแจบ็อกโดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา
  3. ใช้ประแจบ็อกขันน็อตตัวปรับสายพานโดยการขันตามเข็มนาฬิกา สังเกตดูความตึงของสายพานจนความตึงกดลงได้ระหว่าง 5.5-7.0 ม.ม. กรณีสายพานใหม่ หากสายพานเก่า ไม่ควรเกิน 8 ม.ม.
  4. เสร็จแล้วให้ขันน็อตตามข้อ 2 ให้แน่น
  5. อย่าเพิ่งใส่ชุดพัดลมระบายความร้อนแอร์เข้าไปก่อน ควรสตาร์ทเครื่องทดสอบฟังการทำงานเครื่องยนต์ก่อน ฟังเสียงสายพานอีกครั้ง
  6. หากไม่มีปัญหา จึงใส่ชุดพัดลม ขันน็อต เสียบสายไฟ 
  7. ตรวจสอบว่าน็อตทุกตัวไม่หลงเหลืออยู่ และขันน็อตแน่นทุกตัว
  8. ใช้สเปรย์รักษาสายพาน ฉีดสายพานให้ชุ่ม จะช่วยยืดอายุการทำงานของสายพานได้ และลดเสียงได้ด้วย ทำให้สายพานไม่แห้ง ซึ่งสายพานแห้งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สายพานชำรุดเร็วขึ้น ดูภาพประกอบตามลำดับ

ถอดพัดลมระบายอากาศออก


ปรับความตึงสายพาน



เครื่องมือที่ใช้ในการปรับสายพานครั้งนี้
  1. ประแจบ็อกเบอร์ 10, 12, 13, 14
  2. สเปรย์ฉีดรักษาสายพาน
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน หากนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์จะดีมาก

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ซ่อมเปลี่ยนสายท่ออ่อนดิสก์เบรคหน้า Lancer E-Car

Lancer E-Car ปี 1993 ครบรอบ 20 ปีไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ วิ่งได้ระยะทางเกินสามแสนกิโลเมตรแล้ว เกิดสายท่ออ่อนด้านขวาชำรุด น้ำมันเบรครั่ว จนหมด ขณะขับรถบนถนนที่จราจรคับคั่ง ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร

สาเหตุที่สายอ่อนชำรุด สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุด้วยกัน คือ

  1. เสื่อมตามสภาพการใช้งานเพราะตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยเปลี่ยนเลย
  2. เมื่อปีที่แล้วหลังจากเข้าตรวจที่ศูนย์ตรวจสภาพรถ ออกมาก็เคยเสียด้านซ้ายไปแล้วหนหนึ่ง และมาปีนี้หลังจากเข้าตรวจสภาพรถก่อนต่อทะเบียนก็ชำรุดด้านขวาอีก ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าในขั้นตอนการตรวจสภาพฯ เจ้าหน้าที่คงเหยียบเบรคจนมิดแน่นอน เพราะเห็นเขาทดสอบระบบเบรคด้วย (ปกติผมขับรถไม่เคยเบรครุนแรง)
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสายท่ออ่อนเบรคเสื่อมสภาพ
  • อาการแรกที่เห็นได้ง่ายคือ ไฟโชว์ที่รูปเบรคมือ
  • น้ำมันเบรคลดอย่างรวดเร็ว
  • กดแป้นเบรคลงได้ลึก แล้วมันหยุดช้ากว่าเดิม
วิธีประคองรถกลับให้ถึงอู่หรือศูนย์ซ่อมหรือกลับให้ถึงบ้าน
  • ถ้าขณะขับทางไกล ให้รีบจอด แล้วหาอู่ซ่อมรถที่ใกล้ที่สุด หรือโทรหารถลากเข้าอู่
  • ถ้าในเมือง หรือชุมชน ให้จอดรถแล้ว หาซื้อน้ำมันเบรคใส่เพิ่มเข้าไปจนเต็ม แล้วขับประคองด้วยความเร็วช้า ๆ อย่าเข้าใกล้รถคันหน้า ให้ใช้เบรคมือช่วยในการชะลอรถ พร้อมกับเบรคเท้าเมื่อต้องการให้เบรคหยุดทันที 
  • ถ้ารถที่มีน้ำหนักมาก เช่น รถสิบล้อ รถทัวร์ เขาเรียกอาการแบบนี้ว่า เบรคแตกนั่นเอง ต้องใช้วิธีลดเกียร์ให้ต่ำลงเพื่อชะลอได้ระดับหนึ่ง หากลงเนินหรือภูเขาจะอันตรายมาก

มาว่ากันถึงขั้นตอนการซ่อมกันเลยดีกว่าครับ

  • ขันน็อตล้อออกพอหลวม ๆ 
  • ใช้แม่แรงยกตัวรถขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้เหมือนกับการเปลี่ยนล้อสำรองนั้นเอง ดูวิธีการ
  • ใช้สามขาค้ำแทน แม่แรง ควรใช้ 3 ขาทั้งด้านซ้ายและขวาเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
  • ถอดล้อ ดึงออกมา
  • จะมองเห็นท่ออ่อนเลอะน้ำมัน ให้ใช้ประแจเบอร์ 10 ถอดสายอ่อนออกจากท่อเหล็ก โดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา จนหมดเกลียว ดังภาพ


  • ดึงท่อเหล็กขึ้น ปิดหรืออุดท่อไม่ให้น้ำมันเบรคไหลด้วยถุงพลาสติก หรือวัสดุอื่น ๆ 

  • ใช้ประแจบ๊อกเบอร์ 14 ขันออก  โดยการหมุนทวนเข็ม แต่ประแจบ็อกเราเพียงแต่ปรับทิศทางด้านบนหัว แต่เวลาใช้จริงเราไม่ต้องดึงออกมาหมุนเหมือนประแจตามรูปที่ 1 ระมัดระวังตอนเอาสายท่ออ่อนออกมา เพราะด้านนี้จะมีแหวนประกบทั้งด้านบนและล่าง แหวนทำหน้าที่ป้องกันน้ำมันรั่วซึมออกมา จึงอย่าให้หาย

  • ถอดปริ้นรอง สำหรับล็อกสายให้ยึดกับฐานโครงสร้างรถ โดยการใช้คีมล็อกหนีบแล้วดึงออกมา ทั้งสองปริ้น ดังรูป

  • นำตัวอย่างอะไหล่ ไปซื้อจากร้านอะไหล่ยนต์ทั่วไป หรือถ้าต้องการของแท้ศูนย์บริการมิตซูบิชิใกล้บ้าน แต่ในการซ่อมครั้งนี้ได้เตรียมซื้ออะไหล่มาก่อนถอด จึงได้ของที่ไม่ตรงกับรุ่น ทั้งที่ตอนไปซื้อก็ย้ำกับคนขายไว้ว่า เป็น อีคาร์ปี 93 นะ เขาเห็นที่ซองเขียนว่าอีคาร์ก็ส่งมาให้ เมื่อนำมาใส่จริงปรากฎว่าขนาดของหัวใหญ่กว่าของเดิมไปครึ่งมิลลิเมตร ไม่สามารถใส่ในรูยึดกับปลิ้นได้ ต้องออกไปซื้ออีกร้านหนึ่ง จึงจะเป็นของที่ตรงรุ่น หน้าตาของท่ออ่อนที่ใช้ไม่ได้ มันจะเป็นแบบนี้

  • ขั้นตอนการประกอบกลับก็ให้ทำย้อนกลับไปจากข้อด้านล่างขึ้นไปยังด้านบน
  • ข้อควรระวัง ในเรื่องการไล่อากาศในท่อออก ในกรณีที่น้ำมันเบรคหมดเลยจะมีอากาศอยู่ภายในท่อ ดังนั้น จะต้องเติมน้ำมันเบรคให้เต็มขีด Max ขันน็อตตัวล่างอย่าให้แน่น แล้วเหยียบเบรคย้ำ ๆ ให้น้ำมันไหลออกมาที่น็อต แล้วจึงขันน็อดให้แน่น

วิธีขับรถอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของระบบเบรค
  • อย่าขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด เพราะโอกาสการเบรคอย่างรุนแรงจะน้อยลง
  • อย่าขับรถชิดกับคันหน้ามาก เพราะโอกาสที่จะทำให้เราเบรคกระทันมีมากขึ้น ในขณะที่เราขับระยะห่างเราแทบไม่ต้องใช้เบรค เพียงเรายกเท้าออกจากคันเร่ง รถก็ชะลอได้พอสมควร
  • เมื่อรู้ว่าไฟแดงอยู่ข้างหน้า เราไม่ต้องเหยียบคันเร่ง เพื่อไปใช้เบรคในระยะใกล้กับรถคันหน้า เราต้องเสียทั้งค่าน้ำมัน และเสียค่าเสื่อมของเบรค
  • จากวิธีการขับรถแบบนี้ ทำให้อีคาร์คันนี้ วิ่งมาได้ระยะเกิน 300000 กม. แต่มีการเปลี่ยนผ้าเบรคเพียงครั้งเดียว เมื่อตรวจสอบผ้าเบรคในครั้งนี้ ยังมีระยะผ้าเบรคอีกมาก

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

plugged-in not charging แก้อย่างไร

โน้ตบุ็ค lenovo E435 ของผม ซื้อมาปีกว่า ๆ แล้ว แบตเตอรี่มักพบว่า การชาร์ตมักจะชาร์ตได้ที่ระดับหนึ่งแล้วจะหยุดชาร์ท ครั้งหลังสุดนี้ จะหยุดชาร์ทที่ 11% ซึ่งแน่นอนว่าหากเมื่อใช้ในขณะที่ไม่มีไฟฟ้าจะได้เพียงไม่กี่นาทีก็จะหมดกำลัง

ดังนั้น เมื่อเข้าไปศึกษาจากคำแนะนำจากกูรูชาวต่างชาติ ก็ได้ทำตามที่เขาแนะนำ เมื่อเห็นว่าได้ผล จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังให้ทำตามกันง่าย

สภาพเครื่องขณะที่มีปัญหาเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 7 มีขั้นตอนหลายขั้นตอน ดังนี้


  1. ขณะที่เครื่องเปิดอยู่แล้วเกิดอาการ plugged in not charging ก็ให้ถอดสายไฟ Adapter ออก
  2. ให้ shutdown windows
  3. รอจนเครื่องดับสนิทแล้ว ให้ถอดแบตเตอรี่ออก
  4. ให้เสียบสายไฟ adapter เข้าไปใหม่
  5. Start windows อีกครั้งหนึ่ง
  6. ในช่อง Search programs and files ให้พิมพ์  device manager ที่ หัวข้อ Batteries -> Microsoft ACPI-Complaint Control Method Batteries ให้คลิกขวา เลือก Uninstall  
  7. ให้สั่ง Shutdown windows
  8. ให้ถอดสายไฟ Adapter ออก
  9. ให้เสียบ Batteries กลับเข้าไปใหม่
  10. เสียบสายไฟ Adapter เข้าไปด้วย
  11. เปิดเครื่องให้ Windows ทำงานตามปกติ
การชาร์ตก็สามารถใช้ได้สูงสุด 100% ได้

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ถอดล้อเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่รถยนต์


ขับรถแลนเซอร์สุดรักคันนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ยังไม่เคยเกิดเหตุจนต้องเปลี่ยนยางอะไหล่เลย มาครั้งนี้เกิดขึ้นโดนตะปูตัวใหญ่ แทงทะลุทำให้ยางแบน จำเป็นต้องเปลี่ยนล้อสำรองมาใช้ ขั้นตอนการถอดล้อสำหรับรถแลนเซอร์ มีขั้นตอนดังนี้


  • เปิดกระโปรงฝาท้ายเอายางสแปร์ และเครื่องมือออกมา ดังภาพ

  • ขึ้นเบรคมืออย่าให้รถไหล ใช้ก้อนอิฐบล็อกหรือสิ่งของที่ป้องกันไม่ให้รถไหลวางหน้าและหลังล้อในกรณีที่รถจอดมีความชัน 
  • ใช้ประแจสำหรับถอดล้อ หมุนพอให้คลายความแน่นออกมา ปกติร้านที่เปลี่ยนยางเขาขันแน่นมาก เราต้องใช้เท้าเหยียบจึงจะคลาย ทั้ง 4 ตัว แต่ไม่ต้องถอดจนน็อตหลุดออกจากล้อ

  • ใช้ล้อสแปร์วางใต้คานรถ ป้องกันแม่แรงล้ม เสร็จแล้วนำแม่แรงมาวางตรงตำแหน่งที่คู่มือประจำรถแนะนำ (รุ่นนี้เขาแนะนำ 4 จุด ใกล้ ๆ กับล้อ ให้สังเกตรอยเชื่อมขอบจะดูแข็งแรงกว่าจุดอื่น) เสร็จแล้วให้หมุนแม่แรงเพื่อให้ล้อยกขึ้นเหนือพื้น ดังภาพ

  • ขันน็อตเพื่อถอดล้อออกทั้งสี่ตัว ดึงล้อออกมา นำล้อสแปร์มาใส่แทน แล้วนำล้อเดิมไปวางแทนล้อสแปร์
  • ขันน็อตทั้ง 4 กลับเข้าไป ยังไม่ต้องแน่น เพราะมันลอยอยู่มันจะไม่แน่นที่สุด
  • นำล้อที่วางใต้ท้องรถออก หมุนแม่แรงกลับให้รถลงถึงพื้น แล้วถอดแม่แรงออก
  • ลงมือขันน็อตล้อให้แน่นทั้ง 4 ตัว โดยการเอาเท้าเหยียบขึ้นไป คนน้ำหนักมากระวังเกลียวจะพัง
  • ยางสแปร์ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครตรวจสอบลม จึงต้องใช้ที่สูบลมจักรยานเติมเข้าไป ถ้าไม่มีที่สูบลม แล้วยางสแปร์ก็ไม่มีลมด้วย ก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปทำไมเหมือนกัน ขอให้มีที่สูบลมติดท้ายรถไปบ้างนะครับ เดี่ยวนี้เขามีปั้มลมแบบใช้ไฟฟ้ารถยนต์ขายราคาไม่เท่าไร ให้ซื้อติดไว้กับรถก็ได้


สุดท้ายนี้ ขอฝากชาว DIY ทุกท่าน ขอให้ขับรถอย่างระมัดระวัง เคารพกฏจราจร ความเร็วไม่เกิน 90  เห็นใจเพื่อนร่วมทาง เว้นระยะห่างให้จักรยาน แล้วสังคมจะน่าอยู่ การขับรถจะมีแต่ความสุข  ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน


วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมทีวีจอแก้ว CRT ยี่ห้อ LG 21 นิ้ว เปลี่ยนสวิทช์


DIY ในครั้งนี้ขอนำเสนอการซ่อมทีวีจอแก้วชนิด CRT (จอนูนในอดีต) ยี่ห้อ LG ราคาประหยัด คุณภาพพอ ๆ กับราคา เป็นทีวีที่ใช้เอง ซื้อมาครบปี พอหมดประกันก็เสียทันที

อาการที่เสียคือเปิดแล้ว เงียบสนิท ไฟ LED ด้านหน้าไม่แสดง ไม่ได้ยินเสียงจี้ด ๆ  จึงวิเคราะห์ว่าสิ่งที่น่าจะเสียคือ สวิทช์ หรือไม่ก็เป็นฟิวส์ขาด หรือมากที่สุดอาจเป็นตัวความต้านทานของชุดสวิทชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายขาด จึงเปิดฝาครอบด้านหลังออกมาตรวจสอบ ในขั้นตอนการดำเนินการ ตั้งแต่การเปิดฝาท้าย จนถึงการเปลี่ยนของที่เสียมีลำดับ ดังนี้


  • ขั้นตอนการเปิดฝา ให้คว่ำจอลง (สำหรับมือใหม่) ใช้ไขควงปากแฉก ขันทวนเข็มนาฬิกาเพื่อถอดออก ซึ่งสกรูจะอยู่ที่มุมทั้งสี่มุม และตรงตำแหน่งขั้วต่อสาย AV อีก 1 ตัว ดังรูป

  • เมื่อถอดสกรูออกทั้งหมดแล้ว การเปิดฝาก็ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงดึงฝาขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ก็จะมองเห็นบอร์ดอิเล็คทรอนิคส์ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่เต็มไปหมด ไม่ต้องกลัว ถอดออกจากร่องที่วางได้เลย ให้สังเกตการใส่ในร่องนิดหนึ่ง เพราะว่าตอนใส่กลับจะได้ไม่ผิดพลาด
  • ขั้นตอนการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เสีย ให้ใช้มิเตอร์ตั้งการวัดไปที่วัดความต้านทาน เอาปลายสายทั้งสองด้านจี้ที่ขั้วสวิทช์ ทั้งสองขั้ว ทดลองกดเปิด ปิดดูว่าเข็มมิเตอร์ขึ้นลงหรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นลงเลยแสดงว่าสวิทช์เสีย แต่ถ้าฟิวส์ขาด ก็วัดที่ฟิวส์ ฟิวส์ของทีวีจะมี 2 แบบ แบบแรกเป็นแก้วใสทั่วไป มองเห็นการขาดหรือไหม้ได้ อีกแบบหนึ่งจะเป็นวัสดุสีขาวมองไม่เห็นด้านใน ต้องใช้มิเตอร์วัด
  • ในการซ่อมครั้งนี้โชคดี ที่เป็นสวิทช์เสีย ไม่ต้องหากันนาน เพราะใช้ประสบการณ์พอเห็นลักษณะสวิทช์ที่ LG  นำมาใช้ในทีวีก็รู้ทันทีว่า สวิทช์ที่ใช้เป็นเกรดทั่วไป ต้องเสียแน่นอน เมื่อวัดมิเตอร์ไม่ขึ้นแต่อย่างใดจึงจัดการถอดออกมา วิธีการถอดให้ดูจากภาพ ด้านล่าง


  • ขั้นตอนการถอดให้ใช้หัวแร้งที่ร้อนเต็มที่แล้ว จี้ที่ขั้วสวิทช์ แล้วใช้ที่ดูดตะกั่ว ดูดออกมาให้หมดทั้ง 4 จุด 
  • นำตัวอย่างไปซื้อจากร้านขายอะไหล่อิเล็คทรอนิคส์ ราคาตัวละไม่เกิน 50 บาท 

  • การใส่สวิทช์กลับก็ให้บัดกรีกลับด้วยตะกั่วกับหัวแร้งไฟฟ้าเช่นเดิม
  • เสร็จแล้วให้ใส่แผงบอร์ดกลับที่เดิม ปิดฝาแล้วทดสอบผลการซ่อม
เครื่องมือที่ใช้ในการซ่อม หาซื้อได้ที่ร้านอะไหล่อะเล็คทรอนิคส์ทั่วไป ในราคาที่ไม่แพงเหมือนในอดีต เช่น มิเตอร์ตัวนี้ราคา 350 บาท  ดังภาพ



การซ่อมทีวีเปลี่ยนสวิทช์ในครั้งนี้ จึงเหมาะกับผู้สนใจ จะเป็นนัก DIY มือใหม่ทั้งหลาย ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นช่างในสาขาใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ชอบ สนใจ ชอบเรียนรู้ หาประสบการณ์ใหม่ ก็สามารถทำได้

ในส่วนของการศึกษาเพิ่มเติม การใช้มิเตอร์ หรือการถอดอุปกรณ์ การเชื่อมบัดกรี ท่านสามารถเข้าไปในเว็บ www.youtube.com พิมพ์คำค้นว่า ซ่อมทีวี หรือ TV repair หรือ using multi-meter ท่านก็จะรู้วิธีการใช้ ไม่แน่ท่านอาจจะยึดเป็นงานอาชีพก็ได้ 

ขอให้มีความสุขกับ DIY: Do it yourself นะครับ



วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมเครื่องซักผ้า electrolux


DIY: Do it yourself วันนี้ขอเสนอการซ่อมเครื่องซักผ้าอิเล็คโทรลักซ์ ของอิตาลี่ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจงานซ่อมด้วยตนเอง ในครั้งนี้ ผู้ซ่อมไม่จำเป็นต้องเรียนหรือเป็นช่างไฟฟ้ามาก่อนก็สามารถซ่อมได้

เครื่องซักผ้าถังนอน อิเล็คโทรลักซ์ รุ่นโบราณ (EW-543F) ที่ยังคงใช้การควบคุมการทำงานแบบอนาล็อก ที่ใช้มอเตอร์ไทเมอร์หมุนไปควบคุมสวิทช์อยู่ ได้ชื่อว่ามีความคงทนสูงกว่าบอร์ดควบคุมด้วยระบบดิจิทัล ตอนนี้มีเครื่องเข้ามาซ่อมทั้งสองแบบ แบบแรกสวิทช์เสียทั้ง 3 ตัว มีสวิทช์เปิดปิด สวิทช์ครึ่งถัง (1/2) และสวิทช์ควบคุมการปั่น เครื่องที่สองเป็นบอร์ดอิเล็คทรอนิคส์ มันเสียเนื่องจากจิ้งจกเข้าไปเกาะบนบอร์ดทำให้บอร์ดลัดวงจรมีควันขึ้น มาว่าถึงรายละเอียดในการซ่อมเลยดีกว่า

ขั้นตอนการซ่อมเครื่่องซักผ้าอิเล็คโทรลักซ์

  • เนื่องจากวิเคราะห์ว่าสวิทช์ชำรุด จึงต้องเปิดฝาด้านบนของเครื่อง วิธีการโดยใช้ไขควงขันน็อตที่ฝาบน ซึ่งอยู่ด้านหลังของเครื่อง จากนั้นใช้มือผลักฝาบนไปด้านหลัง การออกแบบกลไกการล็อคฝาแบบนี้ทำให้การเปิดเพื่อซ่อมดูแลได้ง่าย สะดวก ดังภาพ



  • ขั้นตอนการเปลี่ยนสวิทช์  เดิมที สวิทช์ที่ชำรุดจะเกิดการแตกหัก หลุดเข้าไปด้านใน จึงเพียงแต่ถอดขั้วสายเดิมมาเสียบเข้ากับซ็อกเก็ตของสวิทช์ เท่านั้น แต่มันยุ่งยากที่ต้องทราบว่า สวิทช์ทั้งสามนั้นตัวไหนเป็นสวิทช์เปิดปิด ตัวไหนเป็นครึ่งถัง ตัวไหนเป็นตัวควบคุมการปั่น ต้องค้นหา wiring diagram จากอินเทอร์เน็ต การเสียบสายนั้นก็ไม่ยาก เพราะสวิทช์มีการออกแบบให้เข้ากับซ็อกเก็ต ไม่สามารถเสียบสลับตำแหน่งให้ผิดได้ (มันจะเสียบไม่เข้าถ้าผิดตำแหน่ง เนื่องจากสวิทช์แบบสามขั้วใช้จริงสองขั้ว) 
  • การติดตั้งเข้าไปในตำแหน่งเดิม บริษัทได้ออกแบบสวิทช์เป็นชนิดพลาสติกแข็ง มีขั้วล็อกมาพร้อมจึงเพียงเสียบเข้าไปให้แน่นมันจะล็อกตัวมันเอง หลังจากนั้นก็ให้ใส่ปุ่มกดสีขาว เข้าทางด้านหน้า





  • ขั้นตอนการตรวจสอบก่อนปิดฝา เป็นการตรวจตราสิ่งที่ผิดปกติทั่ว ๆ ไป เช่น มีสายไฟเส้นใดที่หลุด หรือขั้วหลวมหรือไม่ ท่อยางน้ำเข้า น้ำออก ในขั้นนี้จะทดลองการทำงานของเครื่องดูก่อนก็ได้ รวมทั้งถอดฟิลเตอร์มาล้าง แล้วปิดฝากลับให้เหมือนดิม เป็นอันเสร็จสิ้นการซ่อม
โดยสรุปแล้ว การซ่อมเครื่องซักผ้าแบบรุ่นนี้ ผู้ซ่อมไม่จำเป็นต้องเรียนจบทางไฟฟ้าโดยตรงก็สามารถซ่อมได้ เพียงมีพื้นฐานความรู้ ม.ต้น ม.ปลายนิดหนึ่ง (สิ่งที่ครูวิทย์ สอนไฟฟ้ากระแสตรง กระแสสลับตอนมัธยมก็ได้นำมาใช้ก็ตอนนี้แหละครับ) ปกติบริษัทผู้ผลิตมักออกแบบการป้องกันความผิดพลาดจากการใช้ หรือการซ่อมที่อาจผิดพลาดเอาไว้แล้ว 
  • ขอให้พิจารณาดูที่ซ็อกเก็ตทั้งสาม สีขาว สีแดง และขาว สวิทช์ทั้งสามจะเป็นรุ่นเดียวกัน
  • ซ็อกเก็ตสีขาวที่มีสายสีน้ำเงิน จะมีสามขั้วจึงต้องเสียบแบบนี้จึงเสียบเข้า แต่ถ้ากลับด้านกันจะเสียบไม่เข้า
  • ซ็อกเก็ตสีแดง และสีขาวมีสองขั้ว ถ้าเสียบผิดด้าน สลับกัน หรือผิดขั้วก็จะเสียบไม่เข้าเช่นกัน
ร้านขายอะไหล่ของอิเลคทรอลักซ์จะมีเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ เท่านั้น ถ้าหาไม่ได้ในท้องตลาดก็สามารถสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตได้ แนะนำให้เข้าไปซื้อที่เว็บ www.eclubthai.com 

ในการซ่อมครั้งนี้ใช้สวิทช์สามตัว ราคาตัวละเกือบห้าร้อยบาท จึงนับว่าเป็นสวิทช์ที่แพงมากเอาการอยู่ ในขณะที่สวิทช์ทั่วไปราคาอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 100 บาท

สำหรับคนที่รักในเชิงช่าง อยากซ่อมเครื่องใช้ได้เองก็ขอให้สนุกกับงานซ่อมนะครับ

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ซ่อมพลาสม่าทีวี Power Supply เสีย


ทีวีจอแบน ได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงแม้จะแพงแต่ก็ยังขายได้ดี ด้วยคุณสมบัติความคมชัดระดับ HD จึงทำให้ดูหนังจากดีวีดี หรือบลูเรย์ชัดมาก ๆ

ผมคนหนึ่งได้ซื้อมาใช้กับเขาด้วยหนึ่งเครื่อง เป็นยี่ห้อ LG รุ่น 42PQ30R  แต่คุณสมบัติไม่ถึง HD แต่พอดูหนังจากดีวีดี หรือหนังประเภท MKV พอชัดใช้ได้ระดับหนึ่ง

ปัญหาของเรื่องที่จะเขียนคือว่า เครื่องนี้ นอกจากจะใช้น้อยแล้ว พอหมดอายุประกันก็เสียทันที บริษัทรับประกัน 1 ปี การซ่อมทีวีแบบนี้ไม่ค่อยมีร้านที่ไหนเขาซ่อมกัน อาการที่เสียในครั้งแรกคือมีควันขึ้นที่ด้านท้ายของฝาปิด จอมืด จึงรีบปิด ทิ้งไว้เป็นวันจึงเปิดใหม่ ได้ยินเสียงต็อกแต็ก ๆ หลายครั้ง ไฟ LED สีแดงที่สวิทต์ค่อย ๆ ดับไป พอปิดแล้วเปิดอีกก็เป็นแบบเดิม จึงถอดแผง Power Supply ไปขอซื้อที่ศูนย์บริการ LG เขาบอกว่าไม่มีนโยบายขายอะไหล่ให้ช่างทั่วไป เอาละซีเราก็ไม่ใช่ช่างซ่อมทีวี เพียงแต่พอมีความรู้บ้าง ว่าแผงไหนเป็นอะไร ทำหน้าที่อะไร เครื่องที่ใช้อยู่นี้เสียที่แผงไหน เพราะว่ามันเสียเหมือนบอร์ดคอมพิวเตอร์ คือสังเกตจากรอยไหม้ หรือกลิ่นของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ปรากฏว่าเสียที่บอร์ดเพาเวอร์ซัพพลาย ถอดเอาไปหาศูนย์ ศูนย์บริการบอกว่าต้องยกมาที่บริษัททั้งเครื่องเลย (โอพระเจ้า เครื่อง 42 นิ้วใส่รถเก๋งไม่ได้) เขาบอกว่ามีบริการไปรับถึงบ้าน จ่ายค่าบริการ 800 บาท เมื่อมาซ่อมแล้วเขาจะเปลี่ยนทั้งบอร์ดเช่นเดียวกับความคิดของผมในตอนแรก ลองค้นหาราคาบอร์ดที่เว็บ www.eclubthai.com ราคาบอร์ดนี้ประมาณ 2,950 บาท บวกค่าส่ง 150 บาท (แพงจัง) ถ้าศูนย์บริการคงคิดค่าบริการเพิ่มอีก รวมแล้วจะเป็นเท่าไร



ในฐานะที่เป็นบล็อกเกอร์ ThaiDIY จึงขอ Do It Yourself มานำเสนอผู้อ่านที่สนใจ และค้นหามาเจอ ในกรณีคีย์เวิร์ดตรงกันพอดี

ถ้าเป็นช่างสมัยก่อนเขาจะหาอุปกรณ์ที่เสียที่บอร์ดแต่ละอุปกรณ์ เช่น ตัวความต้านทาน ทรานซิสเตอร์ หรือไดโอดเสีย ก็ให้เปลี่ยนตัวนั้นไปเลย จึงลองตรวจสอบตัวไดโอด ทรานซิสเตอร์ และคอนเด็นเซอร์ดูก่อน ในขั้นต้น ปรากฏว่าเจอตัวเสีย เป็นไดโอดหมายเลข  D352 เบอร์ SM3200  เป็นไดโอดชนิด  Barrier Schottky  200 Volt 3 Amp (ค้นจากเว็บอาจารย์กู๋)  ได้ไปหาซื้อที่ร้านอิเล็คทรอนิกส์ใหญ่ ๆ ทั่วไป แต่ไม่มีขาย จึงหาเบอร์แทนเป็นชนิดธรรมดา เมื่อนำมาใส่ดูปรากฏว่าดูได้ไม่เกิน 5 นาที ควันขึ้น ไดโอดตัวเดิมอีก และลัดวงจรทันที

จึงเข้าไปถามในเว็บบอร์ดของ www.eclubthai.com เพื่อน ๆ สมาชิกเขาแนะนำให้ใช้ไดโอดความถี่สูงที่ใช้กับทีวีทั่วไป ที่มีคุณสมบัติทนกระแสและทนแรงดันได้ จึงหาเบอร์เทียบเท่าจากอินเทอร์เน็ตได้หลายเบอร์ เช่น เบอร์ RU4M, MUR480 หรือ MUR460 (ให้สังเกตตัวหลังนะครับ 460 หมายถึง ทนกระแสได้ 4 Amp ทนแรงดันได้ 600 Volt  ดังนั้น เมื่อ เบอร์ MUR460 ไม่มี จึงใช้ MUR480 ได้)

เมื่อเอามาเปลี่ยนทดลองใช้ดู ปรากฏว่าใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาใด ๆ ไดโอดไม่ร้อน

คาดว่าปัญหาอาการนี้ในเครื่อง LG คงมีมาหลายเครื่องไม่ใช่เฉพาะของผมคนเดียว (ท่านลองเข้าเว็บ www.eclubthai.com ค้นหาคำว่า LG + Power supply ดู) แต่ที่แล้วมาคงเปลี่ยนทั้งบอร์ด จึงเขียนมาแจ้งให้ช่างซ่อมทีวีทดลองแก้ปัญหาเช่นเดียวกับผมลองดูก่อน เพราะอาจเป็นจุดด้อยของการออกแบบของยี่ห้อนี้ก็ได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดด้อยในแต่ละรุ่นแต่ละอาการไม่เหมือนกัน เช่น ทีวียี่ห้อ Toshiba รุ่นจอ CRT มักมีปัญหาในส่วนภาพด้านบนยืด นั้นเป็นเพราะคอนเด็นเซอร์ภาคเวอร์เสื่อมเฉพาะตัวนั้นตัวเดียว (คอนเด็นเซอร์สีส้ม) และยี่ห้อเนชั่นแนล พานาโซนิคมักเสียที่การบัดกรีคอยด์ภาคฮอร์ ทำให้เกิดอาการจอมืดมีเสียงจี๊ด ซึ่งช่างทั่ว ๆ ไปเมื่อเจอทั้งสองยี่ห้อนี้ มักตรวจสอบในส่วนนี้ก่อน ยังมีอีกอาการหนึ่งที่ช่างซ่อมทีวีจอ CRT มักเจอบ่อยคือ สีเพี้ยน เพราะแม่สีขาดไป ช่างมักแก้ปัญหาโดยการบัดกรีย้ำไปที่ทรานซิสเตอร์ของแม่สีทั้ง 3 ตัว แต่ปัจจุบันอาจใช้ทรานซิสเตอร์แล้วก็ได้ อาการเหล่านี้ไม่แน่ใจว่ายังมีหรือเปล่า


ผลการซ่อมในครั้งนี้ เสียใช้จ่ายค่าไดโอด 3 ตัว 120 บาท ไหม้ไป 1 ตัว ใช้ไป 1 ตัว มีสำรองอีก 1 ตัว ของใครเสียรุ่นเดียวกัน อาการเดียวกัน รับซ่อมให้ฟรีสำหรับสมาชิก แต่ต้องรอตอนว่าง ๆ ครับ DIY ในครั้งนี้จึงขอแนะนำเฉพาะผู้มีความรู้ทางอิเล็คทรอนิคส์ และไฟฟ้านะครับ เพราะถ้าท่านเปิดฝาท้ายโดยพลการ อาจโดนไฟฟ้าดูดท่านได้ เพราะมีไฟฟ้าสูง 200 Volt แม้ว่าท่านถอดปลั๊กออกแล้วก็ตาม มันอาจมีไฟฟ้าค้างอยู่ในคอนเด็นเซอร์ได้

รูปภาพบอร์ดและตัวไดโอดที่เสียครับ






comment from facebook